บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

นาคะบาบา หรือนาคะสาธุ (นักบวชเปลือย)

 

ศาสนาฮินดู มีคำหลักคำสอน ที่สนับสนุนการอยู่อย่างสงบโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ผ่านธรรมชาติ ในรูปแบบสัตว์ ภูเขา ต้นไม้ใหญ่  วัฏจักรของการเกิดและการตายเป็นเพียงสื่อกลางสำหรับวิญญาณที่จะอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ในที่สุดเพื่อยกระดับจิตสำนึกเพื่อเข้าถึงภัควาน Bhagwan (พระเจ้า)



ประวัติของ นาคะสาธุ Naga Sadhus นั้นเก่าแก่มาก มีมาก่อนพุทธกาล ร่องรอยของมรดกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนาคะบาบา หรือนาคะสาธุ ถูกพบในเหรียญ Mohenjo-daro และรูปภาพที่นาคะสาธุ กำลังบูชาพระภัควาน พระศิวะ ในรูปแบบ Pashupatinath อเล็กซานดาร์และทหารของเขายังได้พบกับนาคะ ซัดฮุส ระหว่างที่พวกเขาประจำการอยู่ในอินเดีย (สมัยอังกฤษปกครองอินเดีย)

 


มีการกล่าวอ้างกันว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าและท่านศาสดามหาวีระ Mahavir ประทับใจที่ได้เห็นการปลงอาบัติของนาคะสาธุ การอุทิศตนเพื่อผู้คนและมาตุภูมิ ประเพณี Digambar ของศาสนาเชนมีรากฐานมาจากพิธีกรรมนาคะ นาคะสาธุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ผู้หญิงมีไม่เยอะเหมือนนาคะสาธุชาย เรียกว่าซาดวิน (สาธุผู้หญิง)

นาคะสาธุ หรือ นาคะบาบา Naga Babas เป็นนิกายของผู้นับถือพระศิวะที่เชื่อในปรัชญาของการเป็นพระอิศวรเพื่อบูชาพระอิศวร พวกเขามีลักษณะที่ดุร้าย แต่แฝงไปด้วยอ่อนโยนและแยกตัวออกจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง



กฎและพิธีกรรมของการเป็นนาคะสาธุ

1) พรหมจรรย์ที่แข็งแกร่งและตบะ: ผู้ที่ต้องการปฏิบัติตามวิถีชีวิตของนาคะสาธุ จะต้องควบคุมความต้องการทางเพศความรู้สึกทางเพศและความใคร่ทางเพศได้อย่างสมบูรณ์ การฝึกพรหมจรรย์ไม่ได้จำกัดเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางศีลธรรมด้วย ทางจิตใจบุคคลควรละทิ้งความมั่งคั่งทางวัตถุและความปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ ทางโลก ขั้นแรก บุคคลที่ต้องการจะเป็นสาธุ จะได้รับการทดสอบอย่างเข้มงวดตามบรรทัดฐานของพรหมจรรย์ (ब्रह्मचर्य) จากนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเขาสามารถควบคุมตนเองได้ เขาจึงรับเข้ากลุ่มเพื่อรับการฝึกเพื่อเป็นนาคะสาธุ การอนุญาตให้เป็นนาคะสาธุนี้เรียกว่า Diksha แต่มีเงื่อนไขอื่น ๆ อีกมากมายที่ต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะได้รับอนุญาต

2) การรับใช้ภควัน ประชาชน และประเทศ: บุคคลผู้ควบคุมประสาทสัมผัสของตนได้จะไม่มีประโยชน์อะไร หากเขาไม่มีความรักต่อภควัน(พระผู้เป็นเจ้า) ผู้คน และประเทศ คนมีอัตตาเป็นภาระของสังคมและประเทศ ไม่สามารถไว้วางใจให้แสดงธรรมได้การปรนนิบัติและปฏิบัติตามคำสั่งของคุรุอาจารย์ ช่วยให้บุคคลขจัดอัตตาตัวตน ภักติที่ไม่เห็นแก่ตัวหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการพัฒนาธรรมชาติแห่งความรักของมนุษย์เพื่อปกป้องผู้คนและประเทศ เยาวชน (อายุ: 16 ถึง 18 ปี) ที่อยู่ในระบบวรรณะ Varna: พราหมณ์, ไวษยา, กษัตริยา และชูดรา ออกมารับใช้ประเทศในฐานะนาคา สะดัส ไม่มีข้อจำกัดสำหรับใครก็ตามหากเขาพร้อมที่จะรับการตบะอันใหญ่หลวงในกระบวนการบรรลุตำแหน่งนาค

3) พิธีสุดท้าย: เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องประกอบพิธีกรรมสุดท้าย โดยถือว่าตนเองตายเพื่อครอบครัวและสังคม เปรียบเสมือนการเกิดใหม่ของบุคคลในภพใหม่ของนาคะ พิธีกรรมสุดท้าย Pind Daan (पिंडदान) และ Shraddh (श्राद्ध) ดำเนินการโดยตนเองโดยละทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูงและตัดขาดทางโลก หลังจากนี้คุรุอาจารย์จะให้ชื่อและตัวตนใหม่แก่เขา

4) สละเสื้อผ้า: นาคะ ไม่สามารถสวมเสื้อผ้าได้ พวกเขาสามารถคลุมผ้าสีเหลืองผืนเดียวได้ นาคะบาบา จะปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ตัดผม ถือว่าได้ละทิ้งอัตตาตัวตนและทางโลกอย่างสิ้นเชิง ไม่สนใจต่อวิวัฒนาการของโลก



10 พฤติกรรม ที่จะช่วยทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษ

10 พฤติกรรม ที่จะช่วยทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษ 

1. ตั้งเป้าหมาย

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายว่าคุณต้องการไปถึงระดับใด: ได้งานที่ดีขึ้น เริ่มเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเดินทาง เพียงเพราะคุณต้องการความท้าทายใหม่ๆ ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร เมื่อคุณตั้งแล้ว คุณต้องทำมันให้สำเร็จ!

2. ค้นหาหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เหมาะกับความต้องการของคุณ

เช่นเดียวกับที่เราทุกคนมีความชอบและไม่ชอบที่แตกต่างกัน มีความคิดเกี่ยวกับชีวิตที่แตกต่างกัน เรามีวิธีรับความรู้ที่แตกต่างกัน ค้นหาว่าคุณเป็นผู้เรียนประเภทใด และวิธีใดที่เหมาะกับคุณที่สุด ทันทีที่คุณพบการตั้งค่าที่เหมาะสมและเครื่องมือที่เหมาะสมในการเรียนรู้ การเรียนภาษาอังกฤษจะเป็นเรื่องง่ายและสนุก!

3. มีความรับผิดชอบ

การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเท คุณและคุณเท่านั้นที่สามารถควบคุมสิ่งที่คุณทำ เมื่อไร และอย่างไร โปรดจำไว้ว่าการฝึกฝนสั้นๆ และสม่ำเสมอนั้นดีต่อจิตใจมากกว่าการฝึกฝนนานๆ และสม่ำเสมอ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งวันในการฝึกฝน เพียงไม่กี่นาทีทุกวันก็เพียงพอแล้วสำหรับคุณที่จะฝึกฝนในแบบที่คุณเลือก: การอ่าน ฟังเพลงหรือออกกำลังกาย พยายามทำให้เป็นนิสัยทุกวัน

4.  อ่านให้มากที่สุด!

แม้ว่าระดับของคุณจะเป็นระดับพื้นฐาน คุณก็สามารถเริ่มอ่านสิ่งต่างๆ ตามระดับของคุณได้ หากสิ่งที่คุณอ่านยากเกินไป คุณจะหมดกำลังใจ ลองอ่านหนังสือหรือการ์ตูนสำหรับเด็ก อาจดูเรื่องที่สนุก ไม่ต้องมีสาระมาก และรูปภาพและโครงสร้างง่ายๆ จะช่วยให้คุณเข้าใจคำศัพท์ที่คุณยังไม่ได้ศึกษา และจะช่วยให้คุณใช้ภาษาในชีวิตประจำวันในบริบทที่คุณเข้าใจได้ง่ายขึ้น

5. ดูหนังพร้อมคำบรรยาย

ทุกคนรักภาพยนตร์ เป็นความคิดที่ดีที่จะชมภาพยนตร์ที่มีคำบรรยายหรือชมภาพยนตร์ที่คุณเคยดูมาแล้วในภาษาแม่ของคุณเป็นภาษาอังกฤษ หรือค้นหาทีวีซีรีส์ที่คุณชื่นชอบและดูอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษ! ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาสิ่งที่คุณสนใจ: งานอดิเรกหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชีพหรืองานของคุณ เมื่อคุณดูหรืออ่านสิ่งที่คุณคุ้นเคย คุณจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

6. ฟังภาษาอังกฤษ

สิ่งสำคัญคือต้องปรับปรุงไม่เพียงแค่การพูดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะการฟังด้วย แม้ว่าคุณจะไม่ชอบดนตรีมากนัก การฟังเพลงหรือมิวสิควิดีโอเป็นภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณระบุคำศัพท์และสำนวนใหม่ๆ ที่คุณสามารถใช้ในภายหลังได้ พอดคาสต์มีประโยชน์อย่างมากในการปรับปรุงเสียงและการออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณ การสนทนาด้วยเสียงสามารถช่วยคุณเพิ่มพูนทั้งทักษะการฟังและการพูดของคุณ ไม่ต้องกังวลหากคุณไม่เข้าใจทุกสิ่งที่คุณได้ยินหรืออ่าน คุณจะเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้จากบริบท บริบทมีความสำคัญอย่างยิ่งและจะให้เบาะแสมากมายเกี่ยวกับความหมายของคำหรือสำนวนใหม่

7. ฝึกใช้ภาษาทุกขณะ แม้ไม่ได้อยู่ในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด

"พูดง่ายกว่าทำ" แต่ทุกคนทำพลาด แม้แต่เจ้าของภาษา! อย่าปล่อยให้สิ่งนี้ทำให้คุณผิดหวัง จะมีวันหนึ่งเมื่อคุณรู้ว่าคุณทำผิดอะไร และคุณจะสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องมีครูคอยช่วยเหลือ แต่จนกว่าจะถึงจุดนี้ คุณต้องใช้ภาษาให้ได้ และการทำผิดคือวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้! ใช้ภาษาอังกฤษอยู่เสมอ แม้ว่าคุณจะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอย่างไร พยายามอย่าแปลโดยตรง หากลยุทธ์อื่นเพื่อสื่อสารสิ่งที่คุณต้องการพูด แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ง่ายมาก ใช้จินตนาการของคุณเพื่อเอาชนะความยากลำบาก ใช้สำนวนง่ายๆ บางครั้งประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ก็ทำให้คุณสบายใจขึ้นและช่วยให้คุณใส่สิ่งที่คุณคิดออกมาเป็นคำพูดได้

8. ซ้อม ซ้อม ซ้อม!

“การฝึกฝนทำให้สมบูรณ์แบบ” อย่าพลาดโอกาสที่จะฝึกฝน วิธีเดียวที่จะเชี่ยวชาญภาษาคือการฝึกฝน และคุณต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกครั้งที่ทำได้ คุณไม่สามารถเรียนรู้ที่จะขับรถโดยไม่ต้องขับรถ! เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้หากไม่พูดและฝึกฝน!

9. ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย

เรียนรู้ “ภาษาอังกฤษที่แท้จริง” ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษในตำราเรียน แม้ว่าหนังสือเรียนจะให้บทเรียนแบบให้คะแนน แต่มักจะเขียน และพูดด้วยวิธีที่ไม่ 'เป็นธรรมชาติ' อินเทอร์เน็ต ภาพยนตร์ รายการเรียลลิตี้ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทำให้คุณมีความหลากหลายมากขึ้น และใช้คำศัพท์และโครงสร้างที่แท้จริง นั่นคือสิ่งที่คุณต้องสัมผัสเพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือไม่ว่าภาษาใดๆ

10. พัฒนาทักษะให้ถูกด้าน ฟัง พูด อ่าน และเขียน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ในบรรดาทักษะทั้ง 4 ด้าน ควรเรียนทักษะด้านใดก่อน เพราะการเรียงลำดับความสำคัญของการฝึกฝนได้ทุกต้อง สิ่งนี้จะทำให้เราเกิดความมั่นใจในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทักษะการพูดและการฟัง   หากคุณรู้เพียงวิธีเขียนและอ่านเหมือนที่วิธีการสอนแบบดั้งเดิม คุณจะรู้สึกไม่มั่นใจที่จะพูดภาษาอังกฤษหรือเวลาที่คนอื่นพูด เพราะคุณจะกังวลว่า จะไม่ถูกต้องตามที่ได้เรียนมาตามตำรา


แปลจาก. https://www.wallstreetenglish.in.th/en/learn-english/10-tips-for-success-in-learning-english/


ep.08 ดวงตาเห็นธรรม #แล้วอย่างไงต่อ

 

แล้วอย่างไงต่อ

ความสุขทุกข์นั้น อยู่ที่ใจ

วันหนึ่งท่านเศรษฐีเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูท่าทางคล่องแคล่ว แข็งแรง กำลังตัดฟืนอยู่ริมลำธาร ตัดสินใจเดินเข้าไปหา พูดว่า “ข้าเห็นเจ้าขยัน และดูแข็งแรง ไปเป็นคนใช้บ้านข้าดีกว่าไหม”

ชายตัดฟืนถามท่านเศรษฐีว่า “ไปเป็นคนใช้บ้านท่านแล้ว มันดีอย่างไรหรือครับ”                                                                       

เศรษฐี: “เจ้าก็จะได้มีความเป็นอยู่สบายขึ้น”                                                                       ชายตัดฟืน: “เป็นอยู่สบายแล้วอย่างไงต่อ”                                                                                    

เศรษฐี: “เมื่อความเป็นอยู่ของเจ้าสบายขึ้น เจ้าก็ไม่ต้องลำบาก เมื่อเจ้าไม่ลำบาก เจ้าก็มีความสุข”


ชายตัดฟืนไม่ได้หันมามองหน้าเศรษฐี ยังคงตัดฟืนของตัวเองต่อไป พร้อมกับพูดว่า “หากเป้าหมายสูงสุดของการไปเป็นคนใช้ที่บ้านของท่าน เพียงแค่ความสุข ตอนนี้ข้าก็มีความสุขดีอยู่แล้ว”              

เศรษฐี ??

ep.07 ดวงตาเห็นธรรม #ความจริง ความเท็จ


ความจริง ความเท็จ

การพูดความจริง ไม่ใช่เป็นสิ่งน่ากลัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าพูดกับใคร

มีเศรษฐีอินเดียท่านหนึ่ง มีกลิ่นกายเหม็นมาก แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า กลิ่นกายของตนเหม็นจริงหรือไม่ ตามที่ชาวบ้านมักจะนินทาท่าน “เศรษฐีตัวเหม็น” จึงเรียกคนใช้มาถามว่า “ชาวบ้านนินทาว่า กลิ่นตัวของข้าเหม็น เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร” คนใช้บอกว่า “กลิ่นตัวท่านเหม็นมากจริงๆครับ” คนใช้พูดพร้อมกับเอามือบีบจมูก ทำให้ท่านเศรษฐีไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่คนใช้ทำท่าทางเช่นนั้น เหมือนไม่ให้เกียรติตน ในฐานะผู้เป็นเจ้านาย จึงสั่งให้โบยคนใช้คนนี้ทันที

วันต่อมา หลังจากที่ท่านเศรษฐีกลับออกมาจากทำธุระนอกบ้าน กลับมาถามคนใช้อีกคนหนึ่งว่า “กลิ่นตัวของข้าเป็นไงบ้าง เหม็นไหม” เหตุที่ถามเช่นนี้ เพราะเพิ่งมีคนมาทักท่านเศรษฐีเมื่อสักครู่ว่า กลิ่นตัวท่านเหม็นมาก คนใช้คนนี้รู้ว่า เมื่อวานก่อนมีคนใช้บอกว่าเหม็น โดนโบยไปแล้ว คราวนี้เราต้องบอกว่าหอม ถึงจะพ้นความผิด คนใช้จึงเรียนท่านเศรษฐีไปว่า “กลิ่นตัวของท่านหอมดีนะครับ เหมือนคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ” เมื่อเศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงรู้สึกโกรธ เพราะคนใช้คนนี้ ไม่พูดความจริง โกหก จึงสั่งให้นำเอาไปตบปาก

วันต่อมา เศรษฐีถามคนสวน เหมือนที่เคยถามคนใช้คนอื่นๆ คนสวนบอกท่านเศรษฐีว่า “ผมเป็นหวัดมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าจะตอบท่านอย่างไรดี เพราะจมูกไม่ดี ไม่ค่อยได้กลิ่นอะไร” เศรษฐียิ้มกับคำตอบที่คนสวนให้มา เพราะอย่างน้อยตัวท่านเศรษฐีย่อมรู้ดีที่สุด ว่ากลิ่นตัวเหม็นหรือไม่ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดมักจะมีภัย หากนำเอาความจริง โดยไม่ดูคน

ep.06 ดวงตาเห็นธรรม #พูดได้เหมือนคน

 

พูดได้เหมือนคน

คนมีทรัพย์ กับคนมีปัญญา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนเดียวกัน

เศรษฐีท่านหนึ่งเดินเล่นในตลาด คนขายนกพิราบเมื่อเห็นท่านเศรษฐี ถามว่า “ท่านเศรษฐี ข้าได้ข่าวว่า ท่านเป็นผู้มีทรัพย์มาก ยากจะมีใครเทียบเท่าในเมืองนี้ ข้ามีนกพิราบขาวคู่บารมี  สำหรับคนมีบุญเช่นท่าน ท่านสนใจจะนำไปเลี้ยงสักตัวไหมครับ?” เมื่อท่านเศรษฐีได้ยินคำชมจากคนขายนกพิราบ เศรษฐีกล่าวตอบว่า “ท่านกล่าวชอบแล้ว”

“ตัวนี้ เหมาะสำหรับคนธรรมดา ราคาแค่ ๑๐ กหาปณะ” คนขายนกพิราบกล่าว

เศรษฐีถามว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

คนขายนกพิราบตอบว่า “เพราะมันแค่ขันได้ครับ” พร้อมกันนั้น คนขายนกหยิบกรงนกตัวหนึ่ง ขึ้นมา บอกกับท่านเศรษฐีว่า “ตัวนี้เหมาะกับท่านที่สุด เพราะมันพูดได้เหมือนคน ตอนนี้คนเยอะ มันค่อนข้างขี้อาย แต่เมื่อท่านซื้อไป รับรองว่า ทุกคนที่เห็นจะต้องทึ่งในบารมีของท่านเป็นอย่างแน่แท้ เพราะหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”

เศรษฐีซื้อนกตัวนี้ในราคา ๑๐,๐๐๐ กหาปณะ เมื่อไปถึงที่บ้าน ท่านเศรษฐีเอานกตัวนี้ไปอวดภรรยาและคนใช้ว่า นกพิราบตัวนี้มันพูดได้เหมือนคน ภรรยาของท่านเศรษฐีก็แปลกใจ เพราะเกิดมา ยังไม่เคยเห็นนกพิราบตัวไหนพูดได้เหมือนคน

หนึ่งวันผ่านไป สองวันผ่านไป จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน นกพิราบตัวนี้ก็ยังคงเป็นนกพิราบธรรมดา หลายเดือนผ่านไป เมื่อเศรษฐีเดินมาดูที่กรงนก ถึงกับหัวเราะในความโง่เขลาของตน พรางคิดว่า “มันก็จริงอย่างที่เมียข้าพูด นกพิราบที่ไหนพูดได้เหมือนคน ข้าก็ลืมนึกถึงข้อนี้ไป นกตัวนี้คนโง่เท่านั้นที่สามารถซื้อมาได้”

ep.05 ดวงตาเห็นธรรม #หลวงตาสอน

 

หลวงตาสอน

ธรรมะมีเอาไว้ปฏิบัติ ไม่ได้มีเอาไว้ให้อ่าน

มีเรื่องเล่า ที่วัดแห่งหนึ่ง มีหลวงตาและหลวงพี่บวชใหม่ ดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก เมื่อเรียนจบ ตั้งใจจะบวชให้โยมแม่สักพรรษาหนึ่ง ตัดสินใจ มาบวชที่วัดต่างจังหวัด ที่วัดแห่งนี้มีหลวงตาอยู่เพียงแค่รูปเดียว ในวัดจึงดูเงียบเหงา ซึ่งแตกต่างจากวัดในตัวเมือง หลวงพี่ใหม่หลังจากบวชได้ไม่นาน เริ่มรู้สึกเหงา เมื่อมีเวลาว่างๆก็เอาหนังสือธรรมะมาอ่าน ท่องสวดมนต์ กวาดขยะ จนในที่สุด ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย กับการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ จากเดิมตั้งใจจะบวชสักพรรษา พอบวชแล้ว รู้สึกผิดหวัง ไม่เหมือนอย่างที่ตนคิดเอาไว้ อยากจะย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงแค่ ๑๕ วัน

วันหนึ่ง หลวงตาไม่สบาย พระใหม่ไม่เห็นหลวงตาออกมาฉันข้าว อดสงสัยไม่ได้ เลยถามญาติโยม ได้ความว่า หลวงตาไม่สบาย พระใหม่หายาอย่างดี ถวายหลวงตา เวลาผ่านไป ๓ วัน

พระใหม่ก็สังเกตเห็นว่า อาการหลวงตาน่าจะหายดีแล้ว

“หลวงตาได้ฉันยาหรือยังครับ” พระใหม่ถาม

“ผมอ่านฉลากแล้ว ตอนเช้าก็อ่าน ตอนเที่ยงก็อ่าน ตอนเย็นก็อ่าน แต่ ไม่ได้ฉัน” หลวงตาตอบ

“อ้าว” พระใหม่อุทาน

“แค่อ่านฉลากมันจะหายป่วยได้ไง หลวงตา มันต้องฉันยาด้วย ใครที่ไหนเขาทำกัน” พระใหม่ พูดเชิงตำหนิขึ้นมา

สักพักหลวงตา อ่านฉลากอีกรอบ หลวงตาบอกว่า “ธรรมะในพุทธศาสนาก็เหมือนกัน อ่านแค่ตำรา ไม่ทำให้หายทุกข์ หายจากความเบื่อหน่ายได้หรอก มันต้องเอามาปฏิบัติ” ทันใดนั้น หลวงตาก็ฉันยา “ไอฉันยาเดี๋ยวก็หาย เบื่อหน่ายแล้วเป็นทุกข์ ปฏิบัติธรรม เดี๋ยวมันก็หาย” แต่คำพูดนี้ ทำให้พระใหม่ได้แสงสว่าง จากที่ตั้งใจเอาไว้จะบวชแค่ ๑๕ วัน ก็เลยตัดสินใจบวชครบ ๑ พรรษาเหมือนเดิม

ep.04 ดวงตาเห็นธรรม #นายช่างไม้ผู้ฉลาด

 

นายช่างไม้ผู้ฉลาด

ปัญญาเป็นอาภรณ์ของนรชน ถึงสิ้นทรัพย์  ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้  แต่อับปัญญา แม้มีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้.

กาลครั้งหนึ่ง มีเมืองแห่งหนึ่งชื่อวัฒนบุรี และมีพระราชาผู้ปกครองเมืองชื่อมหาราชวัฒนาบุรี เมื่อพระเจ้ามหาราชวัฒนาบุรี ได้สวรรคตลง พระราชโอรสของพระองค์ก็ได้สืบราชบัลลังก์แทน ในบรรดาข้าราชบริพารของพระองค์นั้น มีแค่ 2 คนที่พระองค์ทรงไว้ใจ นั่นก็คือช่างทาสีมหันต์ และนายช่างไม้มหิตา ทั้งสองมีฝีมือที่หาคู่แข่งได้ยาก แต่ทว่าทั้งสองคนไม่ถูกกัน

วันหนึ่งปุโรหิต เข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า “เมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ข้าฯพุทธเจ้ากำลังจะเข้านอน พระบิดาของพระองค์ได้ส่งเทพธิดามาหา ข้าฯพุทธเจ้าจึงได้ไปสวรรค์พร้อมกับเทพธิดา เพื่อต้องการทราบว่าพระองค์นั้นปรารถนาสิ่งใดและได้พบว่าพระองค์นั้นเพียบพร้อมกว่าที่ข้าฯพุทธเจ้าคิดเอาไว้ และพระองค์ก็ยังได้ฝากจดหมายมาถึงพระองค์ด้วย นี้พะยะค่ะ จดหมาย”

พระราชาทรงอ่านจดหมาย “ลูกรัก ตอนนี้พ่ออยู่บนสรวงสวรรค์ ที่นี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน เพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง ยกเว้นสิ่งเดียวที่พ่อขาด คือปรารถนาจะสร้างวัด เพื่อถวายต่อองค์เทพ แต่ที่นี้ไม่มีช่างฝีมือดีเลย พ่ออยากจะได้ช่างที่ฝีมือดีสักคนหนึ่ง จึงได้ฝากสารฉบับนี้มา ท่านปุโรหิตเขารู้ว่า ใครคือผู้ที่เหมาะกับงานนี้ เพราะฉะนั้น พ่อจึงได้ฝากจดหมายมากับเขา”

เบื้องหลังแห่งการเข้าเฝ้าพระราชาในครั้งนี้ ช่างทาสีมหันต์ ได้ออกอุบายเอาไว้กับท่านปุโรหิต เพื่อที่จะกำจัดช่างไม้ โดยการยืมมือพระราชาได้สั่งหารช่างไม้

ส่วนพระราชา เมื่อทรงอ่านจดหมายแล้ว ทรงดำริว่า “นี้ต้องเป็นจดหมายจากพระบิดาของเราแน่นอน พระองค์ต้องการจะสร้างวัดเพื่อบูชาองค์เทพ สักวันเราต้องเข้าเฝ้าพระบิดาให้จงได้” ดังนั้นพระองค์จึงรับสั่งเรียกให้นายช่างไม้มหิตามาเข้าเฝ้า ตรัสว่า “บิดาของข้าประทับอยู่บนสรวงสวรรค์กับองค์เทพ มีความสุขมาก แต่พระองค์ปรารถนาอยากจะสร้างวัด จึงอยากให้ข้าช่วยส่งเจ้าไปช่วยพระองค์ในการสร้างวัด”

นายช่างไม้มหิตาคิดว่า “ต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่” คิดได้ว่า “ต้องเป็นฝีมือของช่างทาสีแน่ๆ ที่ต้องการกำจัดตน เราต้องคิดแผนการสักอย่างเพื่อรับมือกับเรื่องนี้” นายช่างไม้ ทูลถามว่า “แล้วพระองค์จะให้หม่อมฉัน ไปหาพระบิดาของพระองค์เช่นไร” พระราชาตอบว่า “เรื่องนี้ช่างทาสี เขารู้” พระราชาจึงเรียกให้ช่างทาสีเข้าเฝ้าด้วย ช่างทาสีบอกว่า “นายช่างจะไปที่นั่น ต้องเอาอุปกรณ์คือไม้ไปด้วย วิธีก็คือเอาไม้ล้อมช่างไม้เอาไว้ กองจนท่วมหัว แล้วสุ่มไฟ เพียงแค่นี้นายช่างไม้จะลอยขึ้นไปพร้อมกับควัน พระพุทธเจ้าข้า”

นายช่างไม้คิดว่า “ช่างทาสีนี้ ต้องการจะเผาเราทั้งเป็น” จึงกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ขอเตรียมการเรื่องนี้ภายใน 7 วัน” หลังจากกลับไปที่บ้าน นายช่างไม้สั่งให้คนงานของตนขุดอุโมงค์จากบ้านตนเองไปยังลานพิธี ภายใน 7 วันก็เป็นอันแล้วเสร็จ เมื่อครบ 7 วัน นายช่างไม้ก็สวมชุดผ้าใหม่อย่างดี เพื่อที่จะไปเข้าเฝ้าพระราชบิดาของพระราชา หลังจากเข้าไปข้างในกองไม้ที่สุมกองท่วมหัว ช่างสีก็สั่งให้คนงานเอาตะปูตอกไม้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้นายช่างออกมาได้ และทำการเผาไม้ ในขณะที่ผู้คนกำลังอลม่าน นายช่างไม้ก็มุดหนีทางอุโมงค์ที่ขุดเอาไว้ มาหลบที่บ้าน โดยไม่ยอมไปไหนเป็นเวลากว่า 3 เดือน ส่วนนายช่างสี ก็คิดว่านายช่างไม้คงเสียชีวิตไปแล้ว จากการถูกเผา จึงคิดว่า” ต่อไปพระราชาคงโปรดปรานแต่เราเพียงผู้เดียว” เมื่อครบกำหนด 3 เดือน นายช่างไม้มหิตาจึงไปเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า “นี้เป็นจดหมายจากพระราชบิดาของพระองค์ หลังจากที่ข้าพระองค์ได้สร้างวัดเสร็จเรียบร้อย พระราชบิดาต้องการผู้ที่เก่งในเรื่องทาสีวัด และจะรอช้าไม่ได้ ต้องรีบด่วน พะยะค่ะ” พระราชาทรงตรัสถามนายช่างไม้ว่า “เจ้าเห็นสมควรประการใด” นายช่างไม้กราบทูลว่า “เรื่องนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว โดยให้นายช่างสีนอนในโลง และทำการเผา เพียงแค่นี้นายช่างก็จะลอยขึ้นไปตามควัน” หลังจากนั้นพระราชาเรียกให้นายช่างสีมาเข้าเฝ้าโดยด่วน โดยนายช่างสีไม่ทันได้ตั้งตัว

พระราชาเห็นว่า “นายช่างไม้ก็ไปมาแล้วด้วยวิธีนี้ จึงทรงรับสั่ง ให้นายช่างสีนอนในโลงและยกเอาไปเผา พร้อมกับอุปกรณ์คือสี จนในที่สุดนายช่างสีก็ถูกเผาตายบนกองไม้

 เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนเราได้เป็นอย่างดีว่า คนมีปัญญา ต่อให้ภัยอันตรายอยู่ข้างหน้า ก็สามารถเอาตัวรอดจากการใช้สติปัญญา พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ แต่สำหรับบางคนสร้างโอกาสให้เป็นวิกฤต เพราะขาดสติและปัญญา ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “จะรู้ว่าบุคคลนั้นแกล้วกล้าหรือไม่ ก็ให้ดูตอนมีภัยมา จะรู้ว่าคนนั้นมีสติปัญญาหรือไม่  ให้ดูที่การเจรจา”

ep.03 ดวงตาเห็นธรรม #เงิน 5 กหาปณะ

 

เงิน ๕ กหาปณะ

อะไรที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้ อย่าคิดเอาเองว่าคนอื่นก็ทำไม่ได้

มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีนิสัยชอบความท้าทาย และขูดรีดไถ่ชาวบ้าน ขณะที่เดินอยู่ในตลาดเพื่อมาเก็บค่าเช่าที่ เห็นขอทานนั่งอยู่ ท่านเศรษฐีพูดกับขอทานว่า “ข้ามีเงินอยู่ ๕ กหาปณะ หากเจ้าทำให้มันงอกเงยเป็น ๑,๐๐0 กหาปณะ ได้ภายในวันนี้ ข้าจะแบ่งทรัพย์สมบัติของข้าให้เจ้าได้ภายใน ๑ ส่วน แต่หากเจ้ารับคำท้าของข้า แต่เจ้าทำไม่ได้ เจ้าต้องไปเป็นคนใช้ที่บ้านของข้า”

ในขณะเดียวกันเศรษฐีรู้สึกชอบใจกับเงื่อนไขที่ตัวเองได้ตั้งเอาไว้ เพราะท่านเศรษฐีรู้ดีว่า ยากที่จะหาคนขอทานทำได้ คนขอทานก็บอกกับเศรษฐีว่า “ข้าคงทำไม่ได้หรอก อย่าว่าแต่ ๑,๐๐0 กหาปณะเลย ๑๐0 กหาปณะก็ยังยากสำหรับข้าแล้ว” ท่านเศรษฐีก็เที่ยวป่าวประกาศคำท้าของตน เมื่อรู้ว่า คงไม่มีใครรับคำท้า ท่านเศรษฐีก็เพิ่มรางวัลให้อีก

ในขณะนั้นมีคนจรจัดคนหนึ่ง เดินผ่านมา ได้ยินคำท้าทายของเศรษฐี จึงรับคำท้า เศรษฐีถามว่า “หากเจ้าทำไม่ได้ ต้องไปเป็นคนใช้ที่บ้านข้า” คนจรจัดบอกว่า “หาเงินแค่นี้ สำหรับข้าแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ก่อนที่ข้าจะมาเป็นคนจรจัด ข้าเคยหาเงินวันเดียว ได้ตั้งแสนกหาปณะ ด้วยเงินเพียงแค่พันกหาปณะ ข้าหาได้เพียงแค่ครึ่งวัน” คำพูดของคนจรจัดทำให้ท่านเศรษฐีอยากรู้อยากเห็น เศรษฐีถามว่า “เจ้าทำอย่างไร ถึงหาได้วันละแสน” คนจรจัดบอกว่า เพียงแค่ท่านให้เงินข้าเพียง ๒,๐๐0 กหาปณะเท่านั้น ไม่เกินครึ่งวัน ข้าจะหามาให้ท่าน หากข้าหาเงินมาไม่ได้ ข้ายินดี เป็นคนใช้ท่านตลอดชีวิต” ท่านเศรษฐีเมื่อได้ฟังดังนั้น “รู้ว่าตนเองจะได้คนใช้ฟรี งานนี้มีแต่ได้กับได้” จึงเอาเงินให้คนจรจัดไป ๒,๐๐0 กหาปณะ

ฝ่ายคนจรจัด เมื่อได้เงิน ก็กลับไปนอนหลับ พักผ่อน เศรษฐีให้คนใช้ไปเฝ้าดูว่า คนจรจัด จะหาวิธีอย่างไรให้ได้เงินวันละแสนกหาปณะ จนกระทั่งเย็น คนจรจัดตื่น และเดินไปหาท่านเศรษฐี พร้อมกับยื่นเงินให้ 2,๐๐0 กหาปณะ พร้อมกับพูดว่า “ข้าหาเงินมาให้ท่านแล้ว 2,๐๐0 กหาปณะ”

เมื่อเศรษฐีได้ยินคำนี้ ถึงกับบันดาลโทสะ กล่าวหาว่าคนจรจัดพูดโกหก คนจรจัดบอกว่า “ท่านเป็นคนบอกข้าเองว่า ให้ไปหาเงินมา ๑,๐๐0 กหาปณะ ข้าก็ใช้วิธีการพูดโกหกนี้ไปหามาให้ท่าน ท่านรู้อยู่แก่ใจว่า นับเป็นเรื่องยาก ที่จะหาเงินจาก ๕ กหาปณะ” เศรษฐีเมื่อรู้ว่าตนเสียรู้ ให้คนตัดฟืน จึงแค้นใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถูกชาวบ้านที่มาดู กดดัน จึงจำเป็นต้องยอมแบ่งทรัพย์ของตนให้คนจรจัดส่วนหนึ่ง

ep.02 ดวงตาเห็นธรรม #อิฐสองก้อน

 

๒.

อิฐสองก้อน

 

ทิฐิและมานะ คืออิฐ ที่มักจะบล็อกให้ใจเรามองไม่เห็นความดีของคนอื่น

นายช่างก่อกำแพงบ้านให้เศรษฐีคนหนึ่ง เศรษฐีสังเกตเห็นว่า มีอิฐสองก้อน ภายในกำแพง ไม่เท่ากับก้อนอื่นๆ  เศรษฐีจึงเรียกนายช่างมาต่อว่าต่างๆนานา "งานแบบนี้ทำออกมาได้อย่างไร"  เมื่อภรรยาเห็นเข้า จึงสอบถามเรื่องราวและเข้าใจ ภรรยาของเศรษฐีมองไปตรงกำแพง เห็นอิฐสองก้อน ที่ก่อกันได้อย่างลงตัว ถึงแม้อาจจะดูไม่เข้ากับก้อนอื่นๆ "มันคือศิลปะ ดูแล้วสวยดี" ภรรยาของท่านเศรษฐีพูดออกมา

ภรรยาบอกเศรษฐีว่า "ดูสวยดีนะ ไม่เหมือนใครด้วย สงสัยมีแต่บ้านเราแน่ๆเลยที่มีกำแพงแบบนี้"

ภรรยากล่าวขอโทษนายช่างแทนสามี จากคำพูดของภรรยา ทำให้ท่านเศรษฐีฉุกคิดและปล่อยวางในบัดดล และกล่าวคำขอโทษนายช่าง

ท่านอุปมาอิฐสองก้อนนี้ คือทิฐิมานะของคน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน มันคือส่วนเกินระหว่างความสัมพันธ์ลูกน้องกับเจ้านาย แฟนกับแฟน เพื่อนกับเพื่อน คนในครอบครัว การกล่าวคำขอโทษก่อน มันไม่ได้หมายถึง ตัวเราผิด (ทิฐิ) หรือเขาถูก (มานะ) การกล่าวคำขอโทษครั้งหนึ่ง
อาจทำให้ความสัมพันธ์ ที่ดูเหมือนจะแห้งแล้ง ยาวนานออกไปอีกนานแสนนาน

เราเห็นข้อเสียของใครคนหนึ่ง อาจจะหนึ่งข้อหรือสองข้อ แต่เขาอาจจะมีข้อดีหลายข้อ เหมือนอิฐบล็อกที่มันเท่ากัน แต่ทำไม คนเราต้องมายึดติดกับข้อเสียเพียงแค่สองข้อ ของคนหนึ่งๆ สามีภรรยา เลิกกัน เพราะมองเห็นเพียงแค่ อิฐบล๊อกสองก้อน ของกันและกัน เพื่อนเลิกคบกัน เพราะมองเห็นเพียงแค่ อิฐบล๊อกสองก้อน ของกันและกัน

จากเหตุการณ์วันนั้น ความคิดเศรษฐีเปลี่ยนไป ท่านมองไม่เห็นบล็อกสองก้อนนั่นอีกเลย อะไรทำให้ท่านวางมันได้ง่ายดาย โยนิโสมนสิการ คำพูดแค่ประโยคเดียว ทำให้ท่านฉุกคิด ดวงตาประกายด้วยสัจธรรม มองแต่อิฐบล๊อก 2 ก้อนนี้ จนลืมคิดไปถึงก้อนอื่นๆ ก้อนอื่นๆมันก็เท่ากันหมด เหลือเพียงแค่สองก้อนเท่านั้น ที่มันโผล่ออกมา ทำให้ท่านว่างเพราะปล่อยวาง อิฐบล็อก 2 ก้อน มันคือ ทิฐิและมานะ ข้อดีและข้อเสีย ชอบและไม่ชอบ ที่มีอยู่ในใจคน หากเราไม่ชอบใครสักคนหนึ่ง ความชอบจะหายไป เหลือเอาไว้แต่ความเกลียดชัง หากเราเห็นข้อดีของใครสักคนหนึ่ง ข้อเสียเรามักจะมองไม่เห็น เพราะอิฐบล็อกคู่นี้บดบัง

ep.01 ดวงตาเห็นธรรม #หัวโขน

 

คำนำ

หนังสือ “ดวงตาเห็นธรรม” เล่มนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านหลายท่าน สับสนในความหมาย ทำให้คิดว่า อ่านแล้วต้องบรรลุเป็นพระอริยบุคคลอย่างแน่แท้ คำว่า ดวงตาเห็นธรรม สำหรับผู้เขียน หมายมั่น ให้ผู้อ่านได้เห็นความเป็นธรรมชาติ ปรัชญา คติที่แฝงเอาไว้ในเรื่องสั้น เรื่องเล่า และนิทานชาดกเหล่านี้ อันมีหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน คำพูดใด คำสอนใด อันเป็นของเหล่าเทวดาและผู้รู้ทั้งหลาย ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่เป็นไปเพื่อความโลภ โกรธและหลง พระพุทธองค์ก็ทรงรับเป็นพุทธภาษิตด้วย  “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั่นก็เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์” พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่อยู่คู่ธรรมชาติ มีธรรมชาติเป็นหน้าฉากและหลังฉาก ดังปรากฏในเรื่องราวของพระศาสดา ไม่ว่าจะคราวสมัยประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน พระพุทธองค์ล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติจึงเป็นกัลยาณมิตรของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง

หลักคำสอน ซึ่งแฝงอยู่ในชีวิตแต่ละวัน อาจจะเป็นกัลยาณมิตรที่พร้อมจะเป็นแผ่นที่ชีวิตให้กับผู้อ่าน บุคคลจะเข้าถึงหลักปรัชญาเหล่านั้นได้มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า มองให้เห็นธรรมหรือไม่ มองให้เข้าถึงธรรมหรือไม่ ยุคสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย “ดวงตาเห็นธรรม” อาจเป็นเมนูชีวิตที่ทำให้ย้อนมองดูตน แล้วพบความเรียบง่าย ความสงบเย็น ที่อุดมไปด้วยปรัชญาคำสอนที่ผู้เขียนได้นำเสนอในรูปแบบเรื่องสั้น นิทาน พร้อมทั้งเกร็ดของชีวิตที่น่าสนใจ ทั้งๆที่เรืองราวเหล่านี้ บางเรืองเป็นเรื่องจริง

สำหรับหนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาพุทธจริยศาสตร์กับปัญหาสังคมร่วมสมัย ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ที่ผู้เขียนและนิสิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตชั้นปีที่ ๒ รุ่นที่ ๕ ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆ อันเป็นนิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า ชาดก ที่แฝงไปด้วยคติธรรม ปรัชญา จากน้ำคำกลายมาเป็นน้ำหมึก ผู้เขียนและนิสิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตต้องขอขอบคุณและขออภัยมายังแหล่งความรู้ต่างๆ ที่นำเอามาอ้างอิง หรือต่อยอดความคิด บางเรื่องหาต้นตอแหล่งข้อมูลอ้างอิงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเล่าบ้าง จากนิทานพื้นบ้านบ้าง

ท้ายที่สุดนี้ ขออนุโมทนา กับคุณวนิดา กิตติธรานนท์ ที่ได้มีกุศลเจตนาในการอุปถัมภ์การพิมพ์ ขออานิสงส์ผลบุญที่เกิดจากการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ส่งผลให้ท่านและครอบครัวจงเกิดดวงตาเห็นธรรม ในชีวิตและหน้าที่การงาน ให้เกิดสติปัญญา แก้ไขความวุ่นวาย ความขัดข้อง อันเกิดจากกุศลเจตนาในครั้งนี้ “ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าชนะการให้ทั้งปวง” เพราะธรรมคือแสงสว่างแห่งปัญญา แสงสว่างใด จึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี (พุทธพจน์)

๑.

หัวโขน

“อย่าเป็นอะไรเลย การเป็นอะไร ก็มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นแหละ ” หลวงพ่อชา

ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว จะมีพิธีแห่พระพุทธรูปโบราณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความเคารพสักการะ ไปรอบๆหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาทำบุญ ชาวบ้านจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ วางไว้ บนหลังลา ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม 

เวลาลาเดินผ่านไปทางใด ผู้คนจะยกมือไหว้ พระพุทธรูปบนหลังลา แต่เจ้าลาคิดว่า ผู้คนต่างยกมือไหว้ตน เดินไปทางไหน มีแต่คนยกมือไหว้ เจ้าลาผู้โง่เขลาก็ทึกทักเอาว่า ผู้คนยกมือไหว้ตน เกิดการผยองในศักดิ์ศรีตัวเองขึ้นมา กระหยิ่มยิ้มในใจ ว่ามนุษย์ผู้ที่คิดว่าตัวเองสูงส่ง ยกมือไหว้ตน

หลายปีผ่านไป จนลาตัวนี้แก่ชรา เข้าสู่วัยเกษียณ ปลดละวางจากการถูกใช้งาน ชาวบ้านก็เอาเจ้าลาตัวนี้ ผูกติดไว้กับเสา แล้วเอาเจ้าลาหนุ่มตัวใหม่มาทำพิธีแห่แทน ลาแก่ชรา เห็นลาตัวหนุ่ม ที่ผู้คนต่างยกมือกราบไหว้ ได้บรรลุสัจธรรมแก่นแท้ของชีวิตว่า ที่ผ่านมา ตนเองหลงคิดไปเองว่าผู้คนกราบไหว้ตน แท้ที่จริงแล้ว ชาวบ้านต่างกราบไหว้พระพุทธรูป มาถึงเพลานี้ เจ้าลาหนุ่ม ที่ชาวบ้านยกให้เป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์นำขนบวนพระพุทธรูปตัวใหม่นี้  ยิ้มรับกับหัวโขน ที่ชาวบ้านสวมให้อยู่ในขณะนี้ เดินไปทางไหน ผู้คนก็ยกมือไหว้ สัตว์ต่ำต้อยไร้ค่า แต่ได้รับเกียรติเช่นนี้ สิ่งใดเล่า จะมีความสุขใจเท่าหัวโขนนี้ เหตุการณ์เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา ลาทุกตัวหลังถูกปลดระวาง ได้แต่มองลาตัวใหม่ มาทำหน้าที่ของตน ตัวแล้วตัวเล่า พร้อมกับอุทานบอกตัวเองว่า สมบัติผลัดกันชม

มนุษย์ลาบางคนในโลกนี้ มีความคิดเช่นนี้ ภาคภูมิใจกับหัวโขนที่เขาสวมใส่ให้ หยิ่งผยองกับหัวโขน และรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว อ้างว้าง ไร้อำนาจ ไร้คนคอยเอาอกเอาใจเหมือนแต่ก่อน หากหัวโขนนั้นต้องส่งไม้ต่อให้คนหนุ่มสาวรับช่วงต่อไป หากคิดได้ ก็คงดี รู้ว่า "หัวโขน" ที่สวมใส่ คือสิ่งสมมติ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากมีสติรู้เท่าทัน ก็ไม่ต้องทุกข์ เวลาถอดหัวโขน แล้วให้คนอื่นสวมต่อ จะได้บอกตน เตือนตนว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนตัวละคร แล้วเราเป็นคนนั่งดูคนอื่นเล่นในบทที่เราเคยเล่น จากรุ่นสู่รุ่น

หัวโขนหัวนี้ มีอานุภาพมาก สวมหัวใคร บางคราวเขาอยากร้องไห้ แต่เขาต้องฝืนยิ้ม และทำให้ใครบางคนเสียการทรงตัว ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องทำตามที่คนอื่นสั่ง ทั้งๆที่ไม่อยากทำ วันหนึ่งๆ หัวโขนนี้ทำให้เราเป็นอะไรมากกว่าที่เราเป็น อยู่บ้าน เป็นพ่อ เป็นแม่ เดินออกจากบ้าน ไปร้านค้า ตัวเราเป็นลูกค้า เดินออกจากร้านค้า โชคไม่ดี หกล้ม ไปโรงพยาบาล กลายเป็นคนป่วย เดินทางกลับบ้านโดยรถบัส กลายเป็นผู้โดยสาร ไปถึงบ้าน พบพ่อแม่ เรากลายเป็นลูกไปทันที ไปเจอน้า หัวโขนบอกว่าแกต้องเป็นหลาน ในแต่ละวัน เราเป็นอะไรมากกกว่าที่เราคิด หากไม่มีสติปัญญา รู้เท่าทัน ย่อมยึดมั่นถือมั่นกับหัวโขนที่สวมใส่ เมื่อเสพติดหัวโขนมาก เหตุไฉน จะไม่ทุกข์


การเป็นนักสังเกตที่ดี


            พระพุทธเจ้าได้ทรงปรารภ การเป็นนักสังเกตที่ดี ได้นำเรื่องอดีตมาเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในอดีตมีพ่อค้าเกวียน ได้นำเอาหมู่คาราวานไปค้าขายต่างเมือง เมื่อไปถึงป่าดงดิบ หัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้กำชับลูกน้องว่า ในป่านี้ ผลไม้ที่มีพิษก็มีอยู่ บางอย่างใบมีพิษ บางอย่างดอกมีพิษ บางอย่างแม้ผลมีรสหวานก็ยังมีพิษ พวกท่านอย่าเพิ่งรีบด่วนบริโภคก่อน ก่อนที่เราจะบอก ในที่ไม่ไกล มีต้นกิลผลฤกษ์เกิดอยู่ใกล้ๆ มีลักษณะคล้ายต้นมะม่วงมาก ทั้งผลและใบ แม้ผลสุกก็มีลักษณะเหมือนมะม่วงสุกมาก ทำให้ลูกน้องคนหนึ่ง สำคัญผิด เด็ดมาคิดว่า เป็นผลมะม่วง มาสอบถามพ่อค้าหัวหน้าเกวียน เมื่อพ่อค้าหัวหน้าเกวียนตอบว่า กินไม่ได้มีพิษ

            ต่อมาได้มีกองคาราวานกลุ่มอื่นมาถึงสถานที่ตรงนี้เช่นกัน กองเกวียนคาราวานกลุ่มอื่น นี้ขึ้นไปเด็ดกิน สำคัญว่า นี้คือผลมะม่วง เป็นเหตุทำให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทำให้คนเกิดลังเลสงสัย ทำไมผลมะม่วงมีพิษ เมื่อกองคาราวานกลุ่มหลัง เห็นกลุ่มแรก ไม่มีใครเป็นอะไร จึงได้สงสัยถามว่า ทำไมพวกท่านไม่เป็นอะไร ท่านรู้ได้อย่างไรว่า ต้นไม้ต้นนี้ มีพิษ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้ต้นนี้ ไม่ใช่ต้นมะม่วง กลุ่มคาราวานแรก ได้บอกว่า พวกเราไม่รู้หรอก แต่หัวหน้าเป็นคนบอกพวกเรา กลุ่มคาราวานกลุ่มหลังสอบถามหัวหน้าพ่อค้าเกวียนว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้นนี้ไม่ใช่มะม่วง และมีพิษ”

            พ่อค้าเกวียนกล่าวว่า “เรารู้ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ต้นไม้นี้ คนขึ้นไม่ยาก ทั้งไม่ไกลจากหมู่บ้าน เป็นสิ่งบอกเหตุให้เรารู้ว่า ต้นไม้นี้ มิใช่ต้นไม้มีผลดี"

            ถ้าต้นไม้นี้ มีผลอร่อยเป็นต้นมะม่วงแล้ว ในเมื่อมันขึ้นได้ง่าย แล้วก็ ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างนี้ ผลของมันจะไม่เหลือเลยแม้สักผลเดียว ต้องถูกมนุษย์ที่กินผลไม้ รุมกันเก็บเสมอทีเดียว เรากำหนด ด้วยความรู้ของตนอย่างนี้ จึงรู้ได้ถึงความที่ต้นไม้นี้เป็นต้นไม้มีพิษ ถึงมีผลก็กินไม่ได้

            อรรถกถาผลชาดก ที่ 4 ขุ.ชา.56/54/79-82

จะสอนคนต้องรู้จักกาลเทศะ


            พระกัสสปโคตร ต้องการสอนธรรมะแก่นายพราน ซึ่งกำลังตามติดสัตว์ซึ่งหนีมาทางที่พระเถระอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล แต่ด้วยความเคารพในพระเถระ นายพรานจึงยืนฟังด้วยความเคารพ แต่พระกัสสปโคตรเทศนาสอนเรื่องปาณาติบาตว่า เขาควรเลี้ยงลูกเมียด้วยการงานอย่างอื่น แต่จิตใจของนายพรานพะวงตามสัตว์ คิดในใจว่าตอนนี้พวกสัตว์คงไปทิศทางโน้น พวกสัตว์คงไปทางโน้น เราจะตามไปทางโน้น ฆ่ามัน ได้เนื้อมาแล้ว จักหาบไปฝากลูกๆ ส่วนพระเถระก็สอนธรรมะแก่นายพรานผู้ฟุ้งซ่านอยู่เช่นนี้

            เทวดาผู้สถิตอยู่ในป่านั้น เห็นพระกัสสปโคตร ผู้สอนธรรม ไม่ถูกกาลเทศะ หวังอนุเคราะห์ หวังจะให้พระเถระเกิดสติจึงได้เข้าไปหา แล้วกล่าวว่า


"ภิกษุกำลังสอนนายพราน ผู้ซึ่งเที่ยวไปตามซอกเขา ผู้มีปัญญาน้อยไม่รู้เท่าถึงการณ์ ไม่รู้จักกาลเทศะ ปรากฏแก่เราเหมือนคนเขลา นายพรานนั้นเป็นคนพาลอยู่ ถึงฟังธรรมก็ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหา แม้มีแสงประทีบโพลงอยู่ตรงหน้า ก็มองไม่เห็นหรอก

ต่อให้ท่านสอนธรรมอยู่ ก็ย่อมไม่รู้เนื้อหา ท่านกัสสปะ ถึงแม้ท่านจะตั้งประทีบลุกด้วยเพลิงตั้ง 10 ดวง เขาก็จักไม่เห็น เพราะจักษุคือญาณของเขาไม่มี.


กัสสปโคตตสูตร. สํ.ส. 25/766-767/358-359.

พระพุทธศาสนาสอน อย่ารีบด่วนสรุปเชื่ออะไรง่ายๆ

 

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่ง ที่มีหลักคำสอนชัดเจน ในเรื่องหลักการใช้ปัญญาในการใช้ชีวิตบนพื้นฐานของเหตุผล โดยไม่ให้ด่วนสรุปเชื่ออะไรแบบง่ายๆ ดังมีเรื่องปรากฎในอปัณณกชาดก ดังนี้

            พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน เที่ยวค้าขายจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ในเมืองพาราณสี มีบุตรของพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง เป็นคนไม่ค่อยรอบคอบ เตรียมตัวไปค้าขายอีกเมืองหนึ่งด้วย  พระโพธิสัตว์เตรียมบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500 เล่ม พร้อมจะเดินทางไปค้าขาย ส่วนบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่งก็เตรียมสินค้าเอาไว้ 500 เล่ม เช่นเดียวกัน

            พระโพธิสัตว์คิดว่า การไปพร้อมกันพร้อมกับบุตรพ่อค้าเกวียนนี้ ต้องสร้างความยุ่งยาก ทั้งข้าวปลาอาหาร หญ้าของโคก็จักไม่เพียงพอ พระโพธิสัตว์จึงเรียกบุตรของพ่อค้าเกวียนมา แล้วกล่าวว่า เราทั้งสองคงไปพร้อมกันไม่ได้ดอก นาย เนื่องด้วยหญ้า และน้ำ ต้องใช้เป็นจำนวนมาก ท่านจะไปก่อนหรือไปภายหลัง

            บุตรของพ่อค้าเกวียนคิดว่า การที่เราไปก่อนนั้น จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหนทางที่ไป จะไม่มีฝุ่นหรือหนทางขรุขระ พวกโคก็จักได้กินหญ้าที่โคตัวอื่นยังไม่เคยกิน แม่น้ำจักใส เมื่อเราไปก่อน เราจักตั้งราคาตามใจชอบได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า เราจะไปก่อน ส่วนท่านไปภายหลังเถิด

            พระโพธิสัตว์คิดว่า ดีแล้ว เพราะการไปทีหลังนั้น ก็มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย เพราะว่า คนที่ไปก่อน ต้องทำถนนหนทางที่ขรุขระให้เสมอเรียบ เราไปภายหลังจักสบาย โคที่ไปก่อนจักกินหญ้าแก่และแข็ง ส่วนเราไปภายหลัง โคของเราจักได้กินหญ้าอ่อนที่งอกขึ้นมาใหม่ สถานที่ไม่มีน้ำคงมีอีกมาก คนที่ไปข้างหน้า ก็ต้องขุดบ่อทำให้มีน้ำขึ้นมา เราไม่ต้องลำบากในการขุดน้ำบ่อ ส่วนการตั้งราคาก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ขัดใจมนุษย์ เราไปภายหลัง จักขายสินค้าตามราคาที่คนก่อนตั้งราคาเอาไว้แล้ว

            พระโพธิสัตว์วิเคราะห์ถึงประโยชน์ของการไปทีหลังอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวกะบุตรของพ่อค้าเกวียนว่า ท่านจงไปข้างหน้าเถิด

            บุตรพ่อค้าเกวียนไปตามเส้นทางจากถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ไปสู่เส้นทางกันดาร

ธรรมดาว่า ความกันดารนั้น มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ 1.กันดารเพราะโจร  2.กันดารเพราะสัตว์ร้าย  3.กันดารเพราะขาดน้ำ  4.กันดารเพราะอมนุษย์ 5.กันดารเพราะขาดแคลนอาหาร ในกันดาร ๕ อย่างนั้น หนทางที่พวกโจรซุ่มอยู่ชื่อว่ากันดารเพราะโจร  ทางที่มีเสือเป็นต้น ชุกชุม  ชื่อว่ากันดารเพราะสัตว์ร้ายอาศัยอยู่  สถานที่ที่ไม่มีน้ำอาบหรือน้ำกิน  ชื่อว่ากันดารเพราะขาดน้ำ  ทางที่อมนุษย์สิงอยู่   ชื่อว่ากันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่   สถานที่ซึ่งเว้นจากของควรเคี้ยวอันเกิดแต่หัว เป็นต้น เช่น เผือก มัน   ชื่อว่ากันดารเพราะอาหารน้อย 

            บุตรพ่อค้าเกวียน สั่งให้ตั้งตุ่มน้ำใหญ่   ไว้บนเกวียนเป็นจำนวนมาก เพื่อเดินทางผ่านทางกันดาร หลายร้อยกิโล เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนมาถึงทางกันดาร ที่พวกอมนุษย์ มีคนป่าอาศัยอยู่  คิดว่า  เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้    ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้คนเหล่านี้ หมดแรงเพราะขาดน้ำ แล้วค่อยกินพวกมันทั้งหมด จึงทำทีมีเนื้อตัวชุ่มด้วยน้ำและโคลน ประดับดอกอุบลและโกมุท    มีผมเปียกและผ้าเปียกนั่งมาบนยานน้อยนั้น  เดินสวนทางมา.

        พวกอมนุษย์ผู้เป็นบริวาร ทำทีเดินไปมาข้างหน้าและข้างหลัง  มีผมเปียกและผ้าเปียก  ประดับดอกอุบลและดอกโกมุท  ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว  มีหยาดน้ำและโคลนหยด  ได้พากันเดินทางสวนทางไป.

         พวกอมนุษย์กล่าวกะ บุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น การที่พวกท่านบรรทุกตุ่มน้ำมาเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางล่าช้า ข้างหน้ามีแต่น้ำ แม้แต่ซอกหิน ก็ยังเต็มไปด้วยน้ำ ทำไมท่านไม่เทน้ำเหล่านี้ ทิ้งเสียเล่า การเดินทางของท่านก็จะรวดเร็วขึ้น  เพราะความที่ตนเป็นคนไม่รอบคอบ จึงเชื่อคำของเหล่าอมนุษย์นั้น จึงสั่งให้ทุบตุ่มทั้งหมดไม่เหลือน้ำแม้สักฟายมือเดียวแล้วขับเกวียนไป  ข้างหน้าน้ำแม้มีประมาณหยดเดียว  ก็ไม่ได้มี พวกพ่อค้าเกวียน เมื่อไม่ได้น้ำดื่มพากันลำบากมาก      คนเหล่านั้นพากันไปจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงปลดเกวียน   พักเกวียนให้เป็นวงแล้วผูกโคที่ล้อเกวียน พวกโคไม่มีน้ำกิน อาหารก็ไม่มีให้แก่พ่อค้าเกวียน พวกพ่อค้าทั้งหมด หมดกำลัง เผลอหลับไป ในที่นั้น ในเวลากลางคืน พวกอมนุษย์ได้ติดตามมาข้างหลัง จับกินเนื้อโคและมนุษย์เหล่านั้น  เหลือแต่ซากกระดูก   แล้วจึงพากันไป  ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดถึงแก่ความตาย เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียน ที่ไม่รอบคอบ กระดูกมือเป็นต้นได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่   เกวียน  ๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่พักอยู่ตามเดิม

         ฝ่ายพระโพธิสัตว์  จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนออกไปแล้ว รอเวลาอยู่ประมาณครึ่งเดือน จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน  ๕๐๐ เล่ม  ถึงปากทางกันดารโดยลำดับ  พอไปถึงปากทางกันดาร  พระโพธิสัตว์สั่งให้คนตักน้ำให้เต็มตุ่มทั้งหมด จากนั้นกำชับคาราวานว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้สั่ง พวกท่านอย่าได้เทน้ำ แม้เพียงแค่ฝามือเดียว ชื่อว่าต้นไม้ ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ มีพิษเป็นจำนวนมาก  ย่อมมีในทางกันดาร ท่านทั้งหลายไม่เคยกินในกาลก่อน มีอยู่เป็นจำนวนมาก   พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามเรา พวกท่านก็อย่าได้เคี้ยวกิน  เป็นอันขาด แล้วพากันออกเดินทาง

         เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงระหว่างทางกันดาร พวกอมนุษย์ก็ใช้อุบายอย่างเดิม เหมือนเคยที่ได้ใช้มากับบุตรของพ่อค้าเกวียน

            พระโพธิสัตว์พอเห็น ท่าทางของพวกอมนุษย์ จึงวิเคราะห์ว่า ทางกันดารนี้แหละ  ไม่มีน้ำ  ชนเหล่านี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัวคนแปลกหน้า  มีนัยน์ตาแดง  แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ

         พระโพธิสัตว์นั้น  กล่าวกะพวกอมนุษย์นั้นว่า    พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า  เราต้องเดินทางอีกยาวไกล ตราบใดเราไม่เห็นน้ำ เราจะไม่มีทางเทน้ำทิ้งเด็ดขาด พวกท่านจงล่วงหน้าไปเถิด

            เมื่อพวกอมนุษย์ไปแล้ว กลุ่มพ่อค้าทั้งหมด จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า  เจ้านาย คนเหล่านั้นกล่าวว่า  ป่าเขียวขจีมีอยู่ข้างหน้า ฝนตกเป็นประจำ แต่ละคนสวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว   มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดน้ำและโคลนไหลหยดมา พวกเราเทน้ำทิ้ง แล้วไปตักน้ำข้างหน้ากันเถิด จะทำให้การเดินทางไวขึ้น

            พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน  ให้คนทั้งหมดประชุมกันแล้วถามว่า พวกท่าน เคยได้ฟังมาจากใครหรือว่า ในที่กันดารนี้ มีสระน้ำหรือสระโบกขรณี.

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  เจ้านาย   ไม่เคยได้ยิน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   ที่ตรงนี้ได้ชื่อว่ากันดาร เพราะไม่มีน้ำ ตอนนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่าเขียวขจีนั้น  ฝนตกประจำ    ธรรมดาว่าลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร ?    คนทั้งหลายกล่าวว่า  พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย. 

            พระโพธิสัตว์ถามต่อว่า   พวกท่านเคยถูกลมกับฝนกระทบร่างกายในการเดินทางมา มีบ้างไหม?  

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  ไม่มีขอรับ.  

            พระโพธิสัตว์ถามต่ออีกว่า   ธรรมดาก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า  ในที่ประมาณ ๓ โยชน์  ขอรับ.   

            พระโพธิสัตว์ถามว่า   ในบรรดาพวกเรา มีใครเห็นก้อนเมฆสักก้อนหนึ่งไหม

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  ไม่มี ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ธรรมดาสายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร   ?

            คนทั้งหลาย.  ในที่ประมาณ ๔-๕ โยชน์  ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  บรรดาท่านทั้งหลาย    มีใครที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้าบ้าง?

            คนทั้งหลาย.  ไม่มีขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ธรรมดาเสียงเมฆจะได้ยินในที่มีประมาณเท่าไร ?

            คนทั้งหลาย.  ในที่ ๑-๒ โยชน์  ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.   ก็บรรดาท่านทั้งหลาย  มีใครได้ยินเสียงเมฆบ้าง?

            คนทั้งหลาย.  ไม่มีขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านั้นหรือ  ?

            คนทั้งหลาย.  ไม่รู้จักขอรับ.

            พระโพธิสัตว์กล่าวว่า     คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์    คนเหล่านั้นเป็นอมนุษย์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งน้ำ   ทำให้พวกเราอ่อนกำลังแล้วจะเคี้ยวกิน  บุตรพ่อค้าเกวียนซึ่งไปข้างหน้า  หากไม่สังเกตให้รอบคอบ ป่านนี้คงถูกพวกนี้กินไปหมดแล้ว เกวียนทั้งหลายของพวกที่มาก่อน คงจอดอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างหน้านี้แหละ เราจักได้เห็น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทิ้งน้ำแม้มาตรว่าฝายมือหนึ่ง   เราจงรีบเดินทางออกจากที่นี้กันเถอะ  

        เป็นดั่งที่ พระโพธิสัตว์คิดเอาไว้ เดินทางมาได้หน่อยหนึ่ง เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม  จอดอยู่ มีกระดูกคาง นิ้วเป็นต้นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ จึงให้ปลดเกวียน ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ  ให้คนและโคกินอาหารเย็น   ให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางคนทั้งหลายตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง  มือถือดาบ  ตั้งการอารักขาตลอดราตรีทั้ง ๓ ยามยืนเท่านั้น ไม่นอน  จนอรุณขึ้น. 

            วันรุ่งขึ้น  พระโพธิสัตว์ทำกิจเสร็จแต่เช้าตรู่   ให้โคทั้งหลายกินแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย   ให้ถือเอาเกวียนที่แน่นหนา   ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย    ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตามที่ปรารถนา  ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า   ได้พาบริวารของตนทั้งหมดกลับไปยังนครของตนตามเดิม

            พระพุทธเจ้าได้สรุปเรื่องนี้ เอาไว้ว่า ผู้มีปกติยึดถือโดยการคาดคะเน      ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างนี้    ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือความความจริงเป็นที่ตั้ง มีสติ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จในกาลทุกเมื่อ 

            อปัณณกชาดก. ขุ.ชา. 55/1/159-166.

            พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน เที่ยวค้าขายจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ในเมืองพาราณสี มีบุตรของพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง เป็นคนไม่ค่อยรอบคอบ เตรียมตัวไปค้าขายอีกเมืองหนึ่งด้วย  พระโพธิสัตว์เตรียมบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500 เล่ม พร้อมจะเดินทางไปค้าขาย ส่วนบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่งก็เตรียมสินค้าเอาไว้ 500 เล่ม เช่นเดียวกัน

            พระโพธิสัตว์คิดว่า การไปพร้อมกันพร้อมกับบุตรพ่อค้าเกวียนนี้ ต้องสร้างความยุ่งยาก ทั้งข้าวปลาอาหาร หญ้าของโคก็จักไม่เพียงพอ พระโพธิสัตว์จึงเรียกบุตรของพ่อค้าเกวียนมา แล้วกล่าวว่า เราทั้งสองคงไปพร้อมกันไม่ได้ดอก นาย เนื่องด้วยหญ้า และน้ำ ต้องใช้เป็นจำนวนมาก ท่านจะไปก่อนหรือไปภายหลัง

            บุตรของพ่อค้าเกวียนคิดว่า การที่เราไปก่อนนั้น จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหนทางที่ไป จะไม่มีฝุ่นหรือหนทางขรุขระ พวกโคก็จักได้กินหญ้าที่โคตัวอื่นยังไม่เคยกิน แม่น้ำจักใส เมื่อเราไปก่อน เราจักตั้งราคาตามใจชอบได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า เราจะไปก่อน ส่วนท่านไปภายหลังเถิด

            พระโพธิสัตว์คิดว่า ดีแล้ว เพราะการไปทีหลังนั้น ก็มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย เพราะว่า คนที่ไปก่อน ต้องทำถนนหนทางที่ขรุขระให้เสมอเรียบ เราไปภายหลังจักสบาย โคที่ไปก่อนจักกินหญ้าแก่และแข็ง ส่วนเราไปภายหลัง โคของเราจักได้กินหญ้าอ่อนที่งอกขึ้นมาใหม่ สถานที่ไม่มีน้ำคงมีอีกมาก คนที่ไปข้างหน้า ก็ต้องขุดบ่อทำให้มีน้ำขึ้นมา เราไม่ต้องลำบากในการขุดน้ำบ่อ ส่วนการตั้งราคาก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ขัดใจมนุษย์ เราไปภายหลัง จักขายสินค้าตามราคาที่คนก่อนตั้งราคาเอาไว้แล้ว

            พระโพธิสัตว์วิเคราะห์ถึงประโยชน์ของการไปทีหลังอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวกะบุตรของพ่อค้าเกวียนว่า ท่านจงไปข้างหน้าเถิด

            บุตรพ่อค้าเกวียนไปตามเส้นทางจากถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ไปสู่เส้นทางกันดาร

ธรรมดาว่า ความกันดารนั้น มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ 1.กันดารเพราะโจร  2.กันดารเพราะสัตว์ร้าย  3.กันดารเพราะขาดน้ำ  4.กันดารเพราะอมนุษย์ 5.กันดารเพราะขาดแคลนอาหาร ในกันดาร ๕ อย่างนั้น หนทางที่พวกโจรซุ่มอยู่ชื่อว่ากันดารเพราะโจร  ทางที่มีเสือเป็นต้น ชุกชุม  ชื่อว่ากันดารเพราะสัตว์ร้ายอาศัยอยู่  สถานที่ที่ไม่มีน้ำอาบหรือน้ำกิน  ชื่อว่ากันดารเพราะขาดน้ำ  ทางที่อมนุษย์สิงอยู่   ชื่อว่ากันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่   สถานที่ซึ่งเว้นจากของควรเคี้ยวอันเกิดแต่หัว เป็นต้น เช่น เผือก มัน   ชื่อว่ากันดารเพราะอาหารน้อย 

            บุตรพ่อค้าเกวียน สั่งให้ตั้งตุ่มน้ำใหญ่   ไว้บนเกวียนเป็นจำนวนมาก เพื่อเดินทางผ่านทางกันดาร หลายร้อยกิโล เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนมาถึงทางกันดาร ที่พวกอมนุษย์ มีคนป่าอาศัยอยู่  คิดว่า  เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้    ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้คนเหล่านี้ หมดแรงเพราะขาดน้ำ แล้วค่อยกินพวกมันทั้งหมด จึงทำทีมีเนื้อตัวชุ่มด้วยน้ำและโคลน ประดับดอกอุบลและโกมุท    มีผมเปียกและผ้าเปียกนั่งมาบนยานน้อยนั้น  เดินสวนทางมา.

        พวกอมนุษย์ผู้เป็นบริวาร ทำทีเดินไปมาข้างหน้าและข้างหลัง  มีผมเปียกและผ้าเปียก  ประดับดอกอุบลและดอกโกมุท  ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว  มีหยาดน้ำและโคลนหยด  ได้พากันเดินทางสวนทางไป.

         พวกอมนุษย์กล่าวกะ บุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น การที่พวกท่านบรรทุกตุ่มน้ำมาเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางล่าช้า ข้างหน้ามีแต่น้ำ แม้แต่ซอกหิน ก็ยังเต็มไปด้วยน้ำ ทำไมท่านไม่เทน้ำเหล่านี้ ทิ้งเสียเล่า การเดินทางของท่านก็จะรวดเร็วขึ้น  เพราะความที่ตนเป็นคนไม่รอบคอบ จึงเชื่อคำของเหล่าอมนุษย์นั้น จึงสั่งให้ทุบตุ่มทั้งหมดไม่เหลือน้ำแม้สักฟายมือเดียวแล้วขับเกวียนไป  ข้างหน้าน้ำแม้มีประมาณหยดเดียว  ก็ไม่ได้มี พวกพ่อค้าเกวียน เมื่อไม่ได้น้ำดื่มพากันลำบากมาก      คนเหล่านั้นพากันไปจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงปลดเกวียน   พักเกวียนให้เป็นวงแล้วผูกโคที่ล้อเกวียน พวกโคไม่มีน้ำกิน อาหารก็ไม่มีให้แก่พ่อค้าเกวียน พวกพ่อค้าทั้งหมด หมดกำลัง เผลอหลับไป ในที่นั้น ในเวลากลางคืน พวกอมนุษย์ได้ติดตามมาข้างหลัง จับกินเนื้อโคและมนุษย์เหล่านั้น  เหลือแต่ซากกระดูก   แล้วจึงพากันไป  ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดถึงแก่ความตาย เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียน ที่ไม่รอบคอบ กระดูกมือเป็นต้นได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่   เกวียน  ๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่พักอยู่ตามเดิม

         ฝ่ายพระโพธิสัตว์  จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนออกไปแล้ว รอเวลาอยู่ประมาณครึ่งเดือน จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน  ๕๐๐ เล่ม  ถึงปากทางกันดารโดยลำดับ  พอไปถึงปากทางกันดาร  พระโพธิสัตว์สั่งให้คนตักน้ำให้เต็มตุ่มทั้งหมด จากนั้นกำชับคาราวานว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้สั่ง พวกท่านอย่าได้เทน้ำ แม้เพียงแค่ฝามือเดียว ชื่อว่าต้นไม้ ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ มีพิษเป็นจำนวนมาก  ย่อมมีในทางกันดาร ท่านทั้งหลายไม่เคยกินในกาลก่อน มีอยู่เป็นจำนวนมาก   พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามเรา พวกท่านก็อย่าได้เคี้ยวกิน  เป็นอันขาด แล้วพากันออกเดินทาง

         เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงระหว่างทางกันดาร พวกอมนุษย์ก็ใช้อุบายอย่างเดิม เหมือนเคยที่ได้ใช้มากับบุตรของพ่อค้าเกวียน

            พระโพธิสัตว์พอเห็น ท่าทางของพวกอมนุษย์ จึงวิเคราะห์ว่า ทางกันดารนี้แหละ  ไม่มีน้ำ  ชนเหล่านี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัวคนแปลกหน้า  มีนัยน์ตาแดง  แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ

         พระโพธิสัตว์นั้น  กล่าวกะพวกอมนุษย์นั้นว่า    พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า  เราต้องเดินทางอีกยาวไกล ตราบใดเราไม่เห็นน้ำ เราจะไม่มีทางเทน้ำทิ้งเด็ดขาด พวกท่านจงล่วงหน้าไปเถิด

            เมื่อพวกอมนุษย์ไปแล้ว กลุ่มพ่อค้าทั้งหมด จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า  เจ้านาย คนเหล่านั้นกล่าวว่า  ป่าเขียวขจีมีอยู่ข้างหน้า ฝนตกเป็นประจำ แต่ละคนสวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว   มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดน้ำและโคลนไหลหยดมา พวกเราเทน้ำทิ้ง แล้วไปตักน้ำข้างหน้ากันเถิด จะทำให้การเดินทางไวขึ้น

            พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน  ให้คนทั้งหมดประชุมกันแล้วถามว่า พวกท่าน เคยได้ฟังมาจากใครหรือว่า ในที่กันดารนี้ มีสระน้ำหรือสระโบกขรณี.

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  เจ้านาย   ไม่เคยได้ยิน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   ที่ตรงนี้ได้ชื่อว่ากันดาร เพราะไม่มีน้ำ ตอนนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่าเขียวขจีนั้น  ฝนตกประจำ    ธรรมดาว่าลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร ?    คนทั้งหลายกล่าวว่า  พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย. 

            พระโพธิสัตว์ถามต่อว่า   พวกท่านเคยถูกลมกับฝนกระทบร่างกายในการเดินทางมา มีบ้างไหม?  

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  ไม่มีขอรับ.  

            พระโพธิสัตว์ถามต่ออีกว่า   ธรรมดาก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า  ในที่ประมาณ ๓ โยชน์  ขอรับ.   

            พระโพธิสัตว์ถามว่า   ในบรรดาพวกเรา มีใครเห็นก้อนเมฆสักก้อนหนึ่งไหม

            คนทั้งหลายกล่าวว่า  ไม่มี ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ธรรมดาสายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร   ?

            คนทั้งหลาย.  ในที่ประมาณ ๔-๕ โยชน์  ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  บรรดาท่านทั้งหลาย    มีใครที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้าบ้าง?

            คนทั้งหลาย.  ไม่มีขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ธรรมดาเสียงเมฆจะได้ยินในที่มีประมาณเท่าไร ?

            คนทั้งหลาย.  ในที่ ๑-๒ โยชน์  ขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.   ก็บรรดาท่านทั้งหลาย  มีใครได้ยินเสียงเมฆบ้าง?

            คนทั้งหลาย.  ไม่มีขอรับ.

            พระโพธิสัตว์.  ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านั้นหรือ  ?

            คนทั้งหลาย.  ไม่รู้จักขอรับ.

            พระโพธิสัตว์กล่าวว่า     คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์    คนเหล่านั้นเป็นอมนุษย์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งน้ำ   ทำให้พวกเราอ่อนกำลังแล้วจะเคี้ยวกิน  บุตรพ่อค้าเกวียนซึ่งไปข้างหน้า  หากไม่สังเกตให้รอบคอบ ป่านนี้คงถูกพวกนี้กินไปหมดแล้ว เกวียนทั้งหลายของพวกที่มาก่อน คงจอดอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างหน้านี้แหละ เราจักได้เห็น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทิ้งน้ำแม้มาตรว่าฝายมือหนึ่ง   เราจงรีบเดินทางออกจากที่นี้กันเถอะ  

        เป็นดั่งที่ พระโพธิสัตว์คิดเอาไว้ เดินทางมาได้หน่อยหนึ่ง เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม  จอดอยู่ มีกระดูกคาง นิ้วเป็นต้นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ จึงให้ปลดเกวียน ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ  ให้คนและโคกินอาหารเย็น   ให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางคนทั้งหลายตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง  มือถือดาบ  ตั้งการอารักขาตลอดราตรีทั้ง ๓ ยามยืนเท่านั้น ไม่นอน  จนอรุณขึ้น. 

            วันรุ่งขึ้น  พระโพธิสัตว์ทำกิจเสร็จแต่เช้าตรู่   ให้โคทั้งหลายกินแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย   ให้ถือเอาเกวียนที่แน่นหนา   ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย    ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตามที่ปรารถนา  ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า   ได้พาบริวารของตนทั้งหมดกลับไปยังนครของตนตามเดิม

            พระพุทธเจ้าได้สรุปเรื่องนี้ เอาไว้ว่า ผู้มีปกติยึดถือโดยการคาดคะเน      ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างนี้    ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือความความจริงเป็นที่ตั้ง มีสติ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จในกาลทุกเมื่อ 

            อปัณณกชาดก. ขุ.ชา. 55/1/159-166.

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues