บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ep.05 อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา #หูเบาเข้าตาจน

 

หูเบาเข้าตาจน

 

สายน้ำที่เชี่ยวกรากอาจเดาไม่ยาก แต่ความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจ ยากยิ่งจะหยั่งถึง                      พระเจ้าปเสนทิโกศลต้องสูญเสียแม่ทัพที่ดีที่สุด เพราะคำพูดของคนใกล้ชิด ที่ไม่หวังดี ต้องการกำจัดคู่แข่ง เพื่อความดีความชอบ “การพูดให้คนแตกกัน เป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด”

อะไรจะเกิดขึ้น  เมื่อสหายรักได้คล้อยตามถ้อยคำของคนใกล้ชิด  แล้วลงมือสั่งปลิดชีวิตสหายของตัวเองเสีย จะบอกว่า “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” หายนะจึงมาเยือน เรื่องนี้   ไม่รู้ว่าใครจะเจ็บปวดมากกว่ากันระหว่างผู้สั่งให้ฆ่าสหายรัก ผู้ซึ่งจงรักภักดีตน และผู้ถูกฆ่า ที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่า คนที่วางแผนให้ฆ่าตนคือเพื่อนรัก ผู้ซึ่งตนให้ความรักและไว้ใจ เมื่อมีผู้ได้ผลประโยชน์ก็ต้องมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ เมื่อมีผู้กระทำแน่นอนว่าย่อมมีผู้ถูกกระทำ โดยยุให้ช้ำ  ทำให้เชื่อ เมื่อสบโอกาส จึงไม่ปล่อยให้ลอยนวล ที่จะปล่อยให้คนขัดผลประโยชน์ตนเป็นใหญ่โตให้เป็นก้างขวางคอ

พระเจ้าปเสนทิโกศล[๓๑] มีพระสหาย ๒ พระองค์ที่ได้ไปศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยตักศิลาด้วยกัน คือ มหาลิ เชื้อสายเจ้าลิจฉวี อยู่เมืองไวสาลี และพันธุละเสนาบดี เชื้อสายมัลละกษัตริย์ อยู่เมืองกุสินารา เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ต่างก็กลับไปยังบ้านเมืองของตนเอง มหาลิแสดงศิลปะวิทยาที่ได้เล่าเรียนมา จนเป็นเหตุให้ตาบอด ฝ่ายพันธุละเสนาบดี ได้รับการถูกกลั่นแกล้งจากพระญาติ ในคราวทดสอบฝีมือการฟันดาบ ในหมู่ญาติโดยการเอาไม้ไผ่มัดรวมกัน พร้อมทั้งเอาเหล็กสอดไส้ไว้ในไม้ไผ่ด้วย แต่มิได้บอกให้พันธุละทราบ ครั้นถึงเวลาแล้ว  พันธุละเสนาบดีร่ายรำเพลงดาบด้วยลีลาอ่อนช้อย  แต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง จนน่าเกรงขาม ร่ำลือกันว่า  เพลงดาบของพันธุละนั้น  ไม่เป็นสองรองใคร  ฝ่ายหมู่ญาติและผู้ทราบข่าวการทดสอบฝีมือครั้งนั้น  ต่างกระตือรือร้นอยากจะชมอย่างกระหาย พากันมานั่งและยืนคอยชมวินาทีสำคัญ

หลังจากร่ายดาบเสร็จแล้ว พันธุละกระโดดทะยานสู่ท้องฟ้า นับความสูงได้ ๘๐ ศอก ด้วยลีลาแห่งชาตินักรบ จึงฟันดาบลงด้วยความมั่นใจว่า ความสูงและสายลมมิอาจทานคมดาบได้

ทันใดนั้น  “กริก” เสียงดาบกระทบกับเหล็กที่สอดไส้เอาไว้ ในลำไม้ไผ่ ได้ดังสนั่นทั่วอาณาบริเวณ

“เสียงอะไร” พันธุละเสนาบดีถามขึ้น

“เสียงเหล็กที่สอดไส้ไว้กับไม้ไผ่ ขอรับ” นายทหารคนหนึ่งตอบกลับมา

ความอับอายมหาศาลที่ตนเองฟันลำไม้ไผ่แล้วมีเสียงดัง ได้ปะทุขึ้นแล้วแปรสภาพเป็นความโกรธอย่างใหญ่หลวง น้อยเนื้อต่ำใจต่อคณะญาติที่ไม่มีใครเอ่ยปากบอกเรื่องนี้แม้สักคนเดียว ได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเองว่า

“ถ้าเรารู้เสียตั้งแต่แรกว่ามีเหล็กด้วย จะฟันครั้งเดียวให้ขาดสะบั้นและจะทำไม่ให้ได้ยินเสียงเหล็กด้วย”

ในที่สุด ด้วยแรงแห่งความโกรธ ทิฐิมานะแห่งกษัตริย์ ถึงกับจะฆ่าพระญาติที่กลั่นแกล้งตน            ที่ทำให้อับอาย ชายชาตินักรบตายได้ แต่หยามเกียรติเห็นทีจะยอมไม่ได้ จึงโกรธแค้นเคืองอยู่ในใจ ถึงกับสบถต่อพระมารดาและพระบิดาว่า “หม่อมฉันจะฆ่าพวกมัลละเหล่านี้เสียให้สิ้น แล้วขึ้นครองราชย์เสียเอง” แต่ก็ถูกพระมารดาและพระบิดาห้ามเอาไว้ ต้นหญ้าจะยิ่งใหญ่หากอยู่ในสนามหญ้า แต่จะกลายเป็นวัชพืช หากอยู่ในกระถางดอกไม้ เมื่ออยู่ในบ้านเมืองตนเองไม่ได้ จึงมาขออยู่อาศัยกับพระสหายร่วมสำนัก คือพระเจ้าปเสนทิโกศล

พันธุละเมื่อได้ไปอยู่กับพระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดี

พันธุละเสนาบดีนั้นมีภรรยาคนหนึ่งชื่อนางมัลลิกา เป็นธิดาของเจ้าตระกูลมัลละ ของเมืองกุสินารา เป็นคนสวยและมีบุญมาก กล่าวกันว่า ในครั้งพุทธกาล หญิงที่มีเครื่องมหาลดาปสาธน์ มีเพียง ๓ คนเท่านั้นคือ นางวิสาขา นางมัลลิกา และธิดาของเศรษฐีเมืองพาราณสี พันธุละและนางมัลลิกาอยู่กินด้วยกันมานาน แต่ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ฝ่ายพันธุละก็คิดว่าภรรยาของตนคงเป็นหมัน จึงบอกให้นางกลับไปอยู่บ้านเก่าของตนที่กุสินารา ส่วนนางมัลลิกาคิดว่า “ก่อนที่ตนจะกลับไปยังเมืองกุสินารา อย่างน้อยก็ขอให้ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาเสียก่อน” นางจึงได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดายังวัดพระเชตวัน เพื่อกราบทูลลา เมื่อได้กราบอภิวาทแล้ว ก็นั่งที่เหมาะสม พระศาสดาตรัสถามว่า “มัลลิกา เจ้าจะไปไหนหรือ?”

นางมัลลิกากราบทูลว่า “หม่อมฉันจะกลับไปยังเรือนตระกูลของตน ที่เมืองกุสินารา เจ้าค่ะ”

พระศาสดาตรัสถามต่อว่า “เจ้าไปด้วยเหตุอันใด?”

นางมัลลิกากราบทูลว่า “เนื่องจากสามีจะส่งหม่อมฉันกลับ เพราะหม่อมฉันไม่มีบุตร”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “หากจะกลับไปเพียงเพราะเหตุเท่านี้ ไม่ต้องไปหรอก จงกลับไปเรือนของสามีเถิด”

นางเมื่อได้ฟังคำของพระศาสดา จึงเกิดความปีติเป็นอย่างมาก จึงกลับไปยังเรือนของสามี          เมื่อพันธุละเสนาบดีเห็น จึงได้ถามนางว่า “เจ้ากลับมาทำไมอีกเล่า?”

นางได้ตอบกลับสามีว่า “พระพุทธองค์ให้หม่อมฉันกลับมา”

พันธุละเสนาบดีคิดว่า “พระพุทธองค์ทรงมีพระปรีชาญาณ ทรงเห็นเหตุการณ์ไกล คงมีหรือทรงเห็นเหตุอะไรสักอย่างเป็นแน่”

ต่อมาไม่นาน นางมัลลิกาก็ตั้งท้อง คลอดลูกแฝด ๑๖ ครั้ง มีลูกชายถึง ๓๒ คน ด้วยความเป็นคนเชื่อคนง่าย หูเบา ของพระเจ้าปเสนทิโกศลนี่เอง จึงเป็นเหตุทำให้เสียทั้งเพื่อนรัก เสียทั้งยอดขุนพลคนสำคัญและเสียพระราชบัลลังก์ในต่อมา การเสียพระราชบัลลังก์ของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น ถือว่าพันธุละเสนาบดีก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีการตัดสินคดีความกันที่ศาล อำมาตย์คนหนึ่งได้ตัดสินไม่ยุติธรรม ทำให้คนถูกเป็นคนแพ้คดีความ พอดีคนแพ้คดีความเห็นพันธุละเสนาบดีเดินมาพอดี จึงเข้าไปปรับทุกข์                    แจ้งความเอาผิดกับอำมาตย์ที่ตัดสินไม่ถูกต้องยุติธรรม พันธุละเสนาบดีเลยให้ตัดสินคดีความใหม่ โดยที่ตนเองจะเป็นผู้ตัดสินคดีความ เมื่อพันธุละเสนาบดีตัดสินทำให้มีความถูกต้องยุติธรรม เป็นเหตุทำให้ผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญ ในการทำหน้าที่อย่างซื่อตรง เป็นเหตุทำให้เรื่องราวนี้เข้าไปถึงพระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงมีความปีติเป็นอย่างมาก รับสั่งให้ถอดอำมาตย์ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งพันธุละเสนาบดีเป็นผู้วินิจฉัยคดีความแทน แต่หารู้ไม่ว่า ความซื่อตรงของพันธุละเสนาบดี จะเป็นเหตุนำพามาซึ่งความตายของตนและลูก ๆ  ทั้ง ๓๒ คน พันธุละเสนาบดีจึงเป็นเหมือนของแสลงของอำมาตย์เหมือนยาที่มีรสขมที่ไม่ถูกกับโรค

 อำมาตย์ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งมีความแค้นเคืองพันธุละเสนาบดีเป็นอย่างมาก คอยหาโอกาสเพ็ดทูล คิดวางแผนอุบาย ยืมมือพระเจ้าปเสนทิโกศลให้กำจัดพันธุละเสนาบดี ด้วยการเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล กล่าวหาว่าพันธุละเสนาบดีพร้อมกับลูก ๆ มักใหญ่ใฝ่สูง มีใจออกห่าง ตีตนเสมอเจ้าเหนือหัว เพราะถือว่าเป็นสหาย ซ่องสุมไพร่พลเป็นจำนวนมาก เตรียมกำลังจะทำการกบฏ                  เมื่อถูกอำมาตย์พูดยุยงเนือง ๆ  พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงหลงเชื่อคำยุของอำมาตย์ จึงหาอุบายกำจัดพันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งลูก พันธุละเสนาบดีจึงถูกกล่าวหา “ข้อหาล้มเจ้า” คำว่ากบฏก็ดี ล้มเจ้าก็ดี ย่อมเป็นคำแสลงหูสำหรับพระราชา เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลหลงกลในคำยุของอำมาตย์ จึงทรงออกอุบายตัดไฟเสียแต่ต้นลม เรียกให้คนที่พระองค์ทรงไว้พระทัย นำเอาแผนการลับไปปฏิบัติ โดยให้คนเหล่านี้ทำทีเหมือนเป็นโจรปล้นสะดมในชายแดน แล้วทรงรับสั่งให้ พันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งลูกออกไปปราบ

พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระบัญชาให้พันธุละเสนาบดีเข้าเฝ้า พร้อมกับมีคำสั่งว่า “บัดนี้                  ในชายแดน มีโจรปล้นสะดมชาวบ้าน ขอท่านพร้อมบุตรจงไปปราบโจรเหล่านั้น เพื่อความสงบสุขแห่งคามเขตเถิด”

พันธุละเสนาบดีน้อมรับคำสั่งด้วยเกล้า โดยที่ไม่ได้คิดว่านี้คือแผนลวงจากองค์เหนือหัว ผู้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อน และองค์เหนือหัว ที่ตนเฝ้ารับใช้ด้วยความจงรักภักดี โดยไม่รู้เลยว่า ในกองทหารของตนนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ส่งทหารลับปลอมปนเข้าไปเป็นสายด้วย แล้วส่งทหารไปดักฆ่ากลางทาง ในระหว่างทางกลับ เมื่อได้โอกาส ทหารที่ได้ส่งไปได้ฆ่าพันธุละเสนาบดีพร้อมกับลูก ๆ ทั้ง ๓๒ คนเสียชีวิตทั้งหมด พระเจ้าปเสนทิโกศลบัดนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากด้ามมีดที่ทำมาจากไม้ไผ่ ที่อำมาตย์นำมีดไปตัดไม้ไผ่อีกครั้ง

อีกด้านหนึ่ง ในขณะที่นางมัลลิกากำลังถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์มีพระสารีบุตรเป็นประธาน ในเรือนของนาง ได้มีพลทหารนำจดหมายน้อย มาแจ้งให้นางทราบว่า “ตอนนี้สามีของนางพร้อมทั้งลูก ๆ  ถูกฆ่าเสียแล้ว” เมื่อนางได้อ่านก็นำเอาจดหมายเก็บเอาไว้ที่ชายพก โดยไม่ได้พูดอะไร ถวายอาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ต่อ ในตอนนั้นหญิงสาวใช้เดินไม่ระมัดระวัง เดินหกล้มทำให้ถ้วย ที่ถือมาหกล้มแตกกระจาย พระสารีบุตรเห็นดังนั้น จึงได้กล่าวปลอบใจนางว่า

“ท่านอุบาสิกา ขึ้นชื่อว่าสิ่งใด ที่มีปกติแตกได้ ย่อมมีการแตกไปเป็นธรรมดา”

เมื่อได้ยินวาทะของพระสารีบุตร นางจึงหยิบเอาจดหมายจากชายพกแล้วกล่าวว่า “มีคนนำจดหมายนี้มาแจ้งให้ทราบว่าพันธุละเสนาบดีและบุตรได้ถูกฆ่าเสียชีวิตทั้งหมด เมื่อดิฉันทราบ ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเสียว่าเป็นกรรมเก่าของพวกเขาที่ได้เคยร่วมทำกันมา จะกล่าวไปใยกับถ้วยเหล่านี้แตก เจ้าคะ”

นางมัลลิกาได้สั่งให้คนใช้เรียกลูกสะใภ้ทั้งหมดมา พร้อมทั้งให้โอวาทว่า

“สามีของพวกเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีความผิดในชาตินี้ภพนี้ แต่เพราะผลแห่งกรรมของตนในชาติปางก่อน พวกเจ้าทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเสียใจไปเลย อีกทั้งอย่าได้โกรธเคืององค์เหนือหัวเลย”

ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องการอยากจะทราบว่า ฝ่ายนางมัลลิกาจะคิดอย่างไร จึงได้ส่งคนสอดแนมไปเพื่อหวังจะได้ข่าว ขณะที่นางมัลลิกาได้ให้โอวาทสั่งสอนลูกสะใภ้ คนสอดแนมก็แอบฟังอยู่ด้วย ได้นำเอาสารทั้งหมดไปทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงทราบว่าพันธุละเสนาบดีและลูก ๆ ไม่มีความผิดอะไร อีกทั้งนางมัลลิกาห้ามไม่ให้ลูกสะใภ้โกรธเคืองพระองค์ เป็นเหตุทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเศร้าโศกเสียพระทัยเป็นอย่างมาก ความผิดพลาดในครั้งนี้ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความขมขื่นไว้ในพระทัยของพระเจ้าปเสนทิโกศล ไม่มีความสุขในราชสมบัติ พระองค์จึงได้ไปขอขมานางมัลลิกาและลูกสะใภ้ขอให้ยกโทษ หลังจากตัดสินพระทัยผิดพลาด จนทำให้พันธุละเสนาบดีและลูก ๆ  ได้เสียชีวิต จากอุบายของพระองค์เอง นางมัลลิกาและลูกสะใภ้ก็ได้ลาพระเจ้าปเสนทิโกศลกลับไปอยู่ในเมืองของตนที่เมืองกุสินาราตามเดิม

แต่ดูเหมือนเรื่องจะไม่จบเพียงแค่นี้ พันธุละเสนาบดีนั้นมีหลานคนหนึ่งชื่อ ชื่อทีฆการายนะ ยังมีความอาฆาตโกรธแค้นต่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นอย่างมาก ที่อาของตนถูกฆ่าโดยไม่ได้มีความผิดอะไร ตอนหลังก็รู้ความจริงว่าพันธุละถูกใส่ร้ายไม่ได้คิดแย่งราชสมบัติแต่อย่างใด ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลเสียพระทัยเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ที่จะลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นมาได้ ตอนหลังเลยยกทีฆการายนะซึ่งเป็นหลานชายของพันธุละขึ้นมาเป็นเสนาบดีเป็นการตอบแทน ส่วนทีฆการายนะผูกใจเจ็บต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล คอยหาโอกาสแก้แค้นอยู่เสมอ

และแล้วเวลาที่ทีฆการายนะรอคอยก็มาถึง ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เมทฬุปนิคม ในแคว้นสักกะของพวกศากยะ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง เสด็จผ่านมาทางนั้นพอดี โปรดให้พักกองทัพในที่ไม่ห่างมากนัก เพราะทรงตั้งพระทัยจะเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงมอบเครื่องราชกกุธภัณฑ์ให้ทีฆการายนะเสนาบดีดูแล ส่วนพระองค์เองเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระคันธกุฎี กราบทูลถึงความที่พระองค์มีความเคารพนับถือพระพุทธเจ้าด้วยเหตุต่าง ๆ  เป็นอันมาก ในตอนสุดท้ายกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นกษัตริย์ ส่วนหม่อมฉันก็เป็นกษัตริย์ พระองค์เป็นชาวโกศล หม่อมฉันก็เป็นชาวโกศล พระองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ส่วนหม่อมฉันก็มีอายุ ๘๐ พรรษาเหมือนกัน...”[๓๒]

ทีฆการายนะเสนาบดีเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะสม จึงนำเครื่องราชกกุธภัณฑ์กลับไปกรุงสาวัตถี สถาปนาวิฑูฑภะราชกุมาร ซึ่งเป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน เหลือไว้แต่นางสนมคนหนึ่งและม้าตัวหนึ่งให้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลลาเสด็จกลับออกมาจากพระคันธกุฎี ไม่พบทีฆการายนะเสนาบดี จึงเสด็จไปยังค่ายที่พักพล พบเพียงนางสนมคนหนึ่งและม้าตัวหนึ่งเท่านั้น สอบถามได้ความว่าทีฆการายนะเสนาบดี ได้ยกกองทัพกลับกรุงสาวัตถีแล้วพร้อมทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ก็ทรงแน่พระทัยว่าเจ้าชายวิฑูฑภะ พระราชโอรสได้ทำการยึดอำนาจจากพระองค์ คนที่พระองค์ทรงเกรงกลัวจะยึดอำนาจกลับไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่กลับเป็นพระโอรสเสียเอง จึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อขอกำลังทหารจากพระเจ้าอชาตศัตรู ราชาแห่งแคว้นมคธผู้เป็นพระราชนัดดาไปกู้ราชบัลลังก์กลับคืนมา เมื่อเสด็จไปถึงราชคฤห์ในเวลาพลบค่ำ ประตูเมืองจึงปิด ในประตูหน้าเมืองมีศาลาเอาไว้สำหรับคนพักที่เข้าเมืองไม่ทันในเวลาค่ำคืน พระองค์จึงได้ทรงพักที่ศาลาคนเดินทาง แต่เนื่องด้วยทรงพระชราและทรงเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง อีกทั้งทรงชราภาพมาก อากาศหนาว อีกทั้งเดินทางมาด้วยระยะทางที่ไกล รุ่งเช้าเมื่อประตูพระนครเปิด สนมที่เสด็จตามก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นใหญ่กว่าปวงชนทั้งหลาย บัดนี้ พระองค์ได้จากไป เหมือนคนอนาถา” ความทราบถึงพระเจ้าอชาตศัตรู จึงโปรดให้จัดการพระบรมศพให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี

เหมือนเป็นกงกำกงเกวียน คราวครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงช้างชื่อปุณฑรีกะ เลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นภรรยาของชาวบ้านคนหนึ่งจากหน้าต่าง ทันทีที่นางได้เห็นพระราชา และนางก็หลบเข้าไปในบ้านของนาง ยิ่งทำให้พระองค์ทรงเกิดความรักมากจนหักห้ามพระทัยไม่ได้ เมื่อกลับถึงพระราชวัง จึงวางแผนที่จะยึดเอาภรรยาของชาวบ้านคนนั้น เอามาเป็นนางสนมของตนให้จงได้ พระองค์ได้ทรงกลั่นแกล้งชายคนดังกล่าว ต่าง ๆ นานา แต่ไม่สำเร็จ จึงได้ทรงวางอุบาย กลั่นแกล้งชายชาวบ้าน ให้ไป หาของที่หาได้ยากมากในท้องทะเลลึกคือดอกไม้โกมุท

พระองค์ทรงดำริว่า “ธรรมดามนุษย์เป็นจำนวนมาก มักมีมนต์ ถ้าบุรุษนั้น พึงได้ดอกโกมุทด้วยอุบายบางอย่าง แผนของเราก็ไม่พึงสำเร็จ”

 พระองค์จึงรับสั่งให้ปิดประตูเมืองเสียแต่หัววันเลยทีเดียว แล้วให้นำลูกกุญแจไปเก็บไว้ในพระราชวัง และทรงสั่งให้ชายคนดังกล่าว กลับมาก่อนประตูเมืองปิด ชายคนดังกล่าวเที่ยวหาของได้ตามประสงค์ของพระราชา และกลับสู่เมืองทันเวลา แต่ไม่อาจเข้าเมืองได้ เพราะประตูถูกปิดก่อนเวลาปกติ เขาจึงเข้าอาศัยนอนศาลานอกประตูเมือง ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ที่บุคคลจะอ้างความชั่วเพื่อทำความดี เหตุการณ์ในครั้งนี้ เหมือนเป็นบทสรุปตอนท้ายของอัตชีวประวัติของพระองค์ ที่เคยได้กระทำเอาไว้กับชายชาวบ้าน

พระพุทธองค์ตรัสว่า  ความริษยา ทำให้โลกพินาศ 

ชนวนจากความไม่พอใจของเหล่าปุโรหิตที่คิดไม่ซื่อ ถือเอาความใกล้ชิดกับองค์เหนือหัว ประกอบกับองค์เหนือหัวเอง ก็ไม่ได้คิดอย่างถ้วนถี่ จึงเปิดช่องว่างให้ความอยุติธรรมเข้าแทรกแซงการทำงาน  ในที่สุด  เพราะอุบายที่แยบยล  โดยคนแยบคาย จึงทำลายปราการแห่งความยุติธรรม และเสนาบดีฝีมือเอก พร้อมทั้งบุตรชายชาติทหารอีก ๓๒ คน  ได้อย่างง่ายดาย ดังหลวงวิจิตรวาทการได้ประพันธ์เอาไว้ว่า

“อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี

          แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้

          จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย

        ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”[๓๓]

อุบายเลวทรามเหล่านี้ หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หย่อนยานตริตรองละก็ ความพินาศจะมาเยือนอย่างแน่นอน ฉะนั้น ควรยึดพุทธสุภาษิตที่ว่า “กษัตริย์ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วจึงควรทำ ไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วไม่ควรตัดสิน ยศและเกียรติย่อมเจริญแด่พระราชาผู้ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ”[๓๔] คิดก่อนทำ ย่อมจะเป็นผลดีต่อการกระทำ

การเป่าหูเจ้านายเพื่อกำจัดคู่แข่ง อาจจะเกิดขึ้นแล้วในครั้งพุทธกาล แต่ก็ยังเป็นเรื่องราวที่สามารถเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน และไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตอีก เหตุการณ์อาจย้อนหมุนเข็มนาฬิกาย้อนรอยประวัติศาสตร์อีกครั้ง เพียงแค่เปลี่ยนกาลเวลา อะไรเล่าทำให้อำมาตย์เป่าหูพระเจ้าปเสนทิโกศลสำเร็จ นั่นเป็นเพราะผู้นำเป็นคนหูเบาบ้าง ฉลาดน้อยกว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาบ้าง ขาดหูตาช่วยในการตรวจสอบบ้าง อุบายลับลวงพรางในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการเป่าหูเพื่อยืมมือบุคคลอื่นให้กำจัดคู่แข่งทางการเมืองหรือผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์  หากผู้บังคับบัญชาไม่ใคร่ควรให้ดี ก็ต้องเป็นเครื่องมือของแผนการ อุบายลับลวงพรางในเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะประเด็นการขัดผลประโยชน์ จะมีคำใดเล่าสแลงหูของกษัตริย์เท่ากับมีคนเพ็ดทูล “จะมีการกบฏ” อุบายในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้นำไม่หูเบา โดยอาศัยผู้นำที่ขาดวิจารณญาณในการตัดสิน ธรรมดาว่า เรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร มิตรมักทำลายมิตรก็เพราะขัดผลประโยชน์ ท้ายที่สุด ก็ต้องยืมมือผู้บังคับบัญชากำจัดคู่แข่งด้วยการเป่าหู ให้ระแวง เพื่อยืมอำนาจกำจัดคู่แข่ง

ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา กษัตริย์ก็ดี ครูอาจารย์ก็ดี ที่เสียผู้เสียคน เนื่องจากโดนเป่าหูก็มี ให้ได้ศึกษาเป็นกรณีศึกษา เช่น ประวัติของท่านอหิงสกะ (ท่านองคุลีมาล) ทำตัวเด่นกว่าบรรดาลูกศิษย์คนอื่น ๆ เป็นเหตุให้เพื่อนเกิดการหมั่นไส้ อิจฉาริษยา ใส่ไคล้ คอยเป่าหู ยุแหย่ให้อาจารย์หลงเชื่อ น้ำหยดลงบนหินก็ยังทำให้หินกร่อนได้ฉันใด มีหรือคำยุแหย่บนปลายลิ้นไม่มีกระดูกของคน จะไม่ทำให้ฟ้าดินหวั่นไหว ผลสุดท้ายชีวิตของอหิงสกะ ก็ต้องถูกอาจารย์วางแผนกำจัด ออกอุบายให้ไปฆ่าคน ๑,๐๐๐ คน ถึงจะสอนวิชาให้ อุบายของอาจารย์ของอหิงสกะ หากมองให้ลึก ๆ ยืมมือคนอื่นฆ่าอหิงสกะนั่นเอง เพราะ

๑. อหิงสกะ จะกลายฆาตกรและเป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมือง

๒. ในบรรดาชาวบ้านจำนวน ๑,๐๐๐ ก็ต้องมีการต่อสู้กับอหิงสกะบ้าง หากอหิงสกะพลาด โดนฆ่า อาจารย์ก็ไม่ต้องเสียแรงเอง เพียงแค่ออกอุบายยืมมือคนอื่นมาฆ่าให้

จุดพลิกผันชีวิตของพันธุละเสนาบดีอยู่เพียงแค่ “ดีเกินไป เก่งเกินไป เลยมีภัย” ทำให้มีศัตรูโดยไม่รู้ตัว หลวงวิจิตรวาทการกล่าวเอาไว้ว่า

“การที่เราแสดงตัวว่ามีความสามารถเลิศลอยนั้น เป็นการกระทำให้คนอีกหลายคนตกอยู่ในสถานะหย่อนสามารถหรือแพ้เรา การที่เราแสดงตนว่าเป็นคนฉลาดรอบรู้ เป็นเหตุทำให้หลายคนตกอยู่ในสถานะอ่อนความรู้ การที่เราทำความดีงามอะไรสำเร็จอย่างใหญ่หลวง เป็นการทำให้หลายคนตกอยู่ในสถานะที่สู้เราไม่ได้ ไม่ต้องสงสัยเลย เรื่องนี้ก่อให้เกิดศัตรู เพราะการที่เราทำตัวให้เด่นขึ้นมานั้น เป็นการประทุษร้ายคนอื่นโดยทางอ้อม”[๓๕]

คำกล่าวนี้ เหมือนเป็นการกล่าวสรุปเล่าเรื่องราวประวัติของพันธุละเสนาบดีได้เป็นอย่างดี  สถานะของผู้นำคือผู้มีคุณและโทษให้แก่อยู่ใต้บังคับบัญชา ส่วนที่มีคุณแน่นอนว่า ย่อมมีบุคคลอยากเข้าหา เพราะผลประโยชน์ต่าง ๆ นานาแอบแฝงเป็นเป้าหมาย หากผู้นำมีจิตใจเอนเอียงไปด้วยอคติเสีย มีจิตใจไม่หนักแน่นพอ ก็ยากจะเห็นความจริงทั้ง ๒ ฝ่ายได้ ดุจแสงสว่างแห่งดวงจันทร์มีก้อนเมฆปกคลุมก็คงมองเห็นได้แค่ดวงไฟสลัว ๆ  กระบวนการตัดตอนเพื่อรักษาผลประโยชน์ตนเอง โดยอาศัยอำนาจเจ้านาย กำจัดก้างขวางคอ มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย การเป่าหูเจ้านาย เป็นอุบายที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และก็ยังคงใช้ได้อยู่เสมอในปัจจุบัน ยังมีคนนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง   ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามักจะสาดโคลนใส่กัน เพื่อยืมอำนาจจากเจ้านายกำจัดคู่แข่ง หากเจ้านายโน้มเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็กลายเป็นเครื่องมือของแผนการ ท้ายที่สุด เจ้านายนั่นแหละอาจจะเข้าตาจนเสียเอง

 



[๓๑] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๑/๑๑-๓๕.

[๓๒] ธรรมเจติยสูตร. ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๗๔/๔๕๘.

[๓๓] วิจิตรา รังสิยานนท์, คำคมความคิดของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ, พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร:สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด, ๒๕๔๖, หน้า ๑๓๗.

[๓๔] ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๕/๒๐๐.

[๓๕] วิจิตรา รังสิยานนท์, คมคำความคิดของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ, ๒๕๔๖. หน้า ๑๓๗.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues