อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา
ความหมายทั่วไป
คำว่า
อุบาย ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้นิยามความหมายเอาไว้ว่า วิธีการอันแยบคาย,
เล่ห์กล, หรือเล่ห์เหลี่ยม[1] มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า
กล (กลอุบาย) หมายถึง ลวงให้หลงเชื่อหรือลวงให้เข้าใจผิด หรือทำให้ฉงนสนเท่ห์ เช่น
เล่ห์กล เล่ห์เหลี่ยม ลวงทำให้เหมือนจริงหรือตบตาทำให้เข้าใจว่าจริง[2] คำว่า
กลอุบาย เป็นลักษณะคำกลาง ๆ ในการใช้แผนการ ทำวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจหรือวางแผนเอาไว้ ขึ้นอยู่กับว่า
ผู้ที่จะนำเอากลอุบายไปใช้ในลักษณะดีหรือชั่ว อุบายอุปมาเหมือนอาวุธ
หากอยู่ในมือของนักรบ ก็ใช้ในการปกป้องประเทศชาติ ปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายหรือศัตรู หากอยู่ในมือของโจร
ก็ใช้นำไปจี้ปล้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ปัญญาที่ถูกต้องดีงาม ย่อมนำอุบายไปในทางถูกต้องดีงาม อุบายที่ผ่านการย้อมด้วยกิเลส
ย่อมเป็นไปเพื่อโทษ เพื่อความเสื่อมเสีย โดยส่วนเดียว และอาจเป็นโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นอีกด้วย
[1] ราชบัณฑิตยสถาน,
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร:
นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น, ๒๕๔๖), หน้า ๑๓๘๕.
[2]
เรื่องเดียวกัน,
หน้า ๗๓.
ความหมายและประเภทของอุบายในพระพุทธศาสนา
ในพระพุทธศาสนาคำว่า อุบาย อ่านว่า อุปายะ ในภาษาบาลี
มักใช้ร่วมกันกับคำว่า โกศล ความฉลาด, ความเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุว่า
การจะนำอุบายไปใช้ให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความฉลาด รอบรู้ด้วย
เรามักจะคุ้นเคยสำนวนว่า กุศโลบาย ได้แบ่งอุบายไว้
๓ ประเภท คือ[1]
๑. อายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย ไปใช้ในทางเจริญ ในทางสร้างสรรค์
และเหตุของความเจริญ นำเอาความฉลาด ความเชี่ยวชาญของตนสร้างประโยชน์
สร้างความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ผู้มีปัญญาย่อมแจ้งชัดในเหตุและผลที่จะตามมา
เพื่อพิจารณาด้วยอุบายแยบคาย เช่น เมื่อทำในสิ่งที่ชั่ว ผลแห่งกรรมชั่ว
คือความร้อนใจ ย่อมเกิดขึ้นตามมา ลักษณะของอายโกศล มี ๒ ชนิด คือ[2]
[1] ที.ปา.
๑๑/๒๒๘/๒๓๑,
อภิ.วิ. ๓๕/๓๕๓/๔๘๕.
[2] อภิ.วิ.อ.
๗๘/๖๕๖.
๑. ไม่กระทำสิ่งใดที่ไม่ใช่ประโยชน์
เพื่อความสุข หรือไม่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและบุคคลอื่น (อนัตถหานิ)
๒.เอาความฉลาดของตนสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น
(อัตถุปปัตติ) ธรรมที่เป็นฐานแห่งการใช้อายโกศลก็คือ
พรหมวิหารธรรม
๒. อปายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย ไปใช้ในทางเสื่อมเสีย นำเอาความรู้ ความสามารถและความฉลาดไปใช้ในทางที่เสียหายหรือสร้างเหตุของความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น
สิ่งที่เป็นอุปการะต่ออุปายโกศลก็คือ มายา ความเจ้าเล่ห์ เพทุบาย
ลักษณะคนเจ้าเล่ห์คือ ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ มีความคิดชั่ว
เพราะต้องการปกปิดความชั่วของตนเองเอาไว้ โดยไม่อยากให้คนอื่นรู้ทัน ปกปิดด้วยกาย
วาจา และความคิดว่าใครอย่ารู้ทันเราเลย ความเป็นคนเจ้าเล่ห์ กิริยาที่ทำให้หลง
ความลวง ความโกง ความกลบเกลื่อน การหลีกเลี่ยง การซ่อนเอาไว้ การซ่อนบัง ทำให้ไม่เปิดเผย
การกระทำชั่วที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ทัน ลักษณะเหล่านี้เรียกว่า มายา ความเจ้าเล่ห์[1]
ลักษณะของอปายโกศล คือ ฉลาดในความไม่เจริญ ฉลาดในความเสื่อม มีลักษณะ ๒ ประเภทคือ[2]
๑. ละทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ (อัตถหานิ)
๒. ทำสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ให้เกิดขึ้น (อนัตถุปปัตติ)
๓. อุปายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย แก้ไขเหตุการณ์
หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยในความเสื่อม และฉลาดในการแก้ปัญหา มีสติปัญญาและไหวพริบ
สามารถแก้วิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างปัญหาให้เป็นปัญญา เอาตัวรอดได้จากภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้อุบาย
และการใช้ไหวพริบปฏิภาณ
แม้ในพระสูตรสำคัญของฝ่ายมหายานพระสัทธรรมปุณทริกสูตร
บทที่ ๒ ว่าด้วยอุปายโกศลปริวรรต (ความฉลาดในการใช้อุบาย)
ได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้อุปายโกศล ดังมีใจความว่า ครั้งนั้น
หลังจากที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงมีพระสติและปัญญา ทรงออกจากสมาธิครั้นออกแล้ว
ได้ตรัสกับท่านพระสารีบุตรว่า
“ดูก่อนสารีบุตร
เราได้ประกาศธรรม ด้วยกุศโลบายร้อยพันอย่าง ที่มีการชี้แจง อธิบาย และยกตัวอย่างด้วยศัพท์ต่างๆ
ดูก่อนสารีบุตร พระสัทธรรมนั้น เป็นตถาคตญาณ ไม่เป็นไปด้วยเหตุผลของตรรกะ......พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประกาศธรรมทั้งหลายที่เป็นเฉพาะพระองค์
เพื่อให้สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสิ่งต่างๆ หลุดพ้นไปด้วยกุศโลบายต่าง ๆ คือ ด้วยญาณทัศนะ
การแสดงเหตุผล อารมณ์ นิรุกติ และการทำให้เข้าใจ ดูก่อนสารีบุตร
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันยิ่งใหญ่
ญาณทัศนะและพระบารมีจึงสูงยิ่ง”[3]
[1] อภิ.วิ.
๓๕/๘๙๔/๕๖๒.
[2] อภิ.วิ.
อ. ๗๘/๖๕๖.
[3] สจฺจวโร
ภิกฺขุ.พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร และกำเนิดมหายาน.(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙), (ไม่ปรากฏหมายเลขหน้า).
นอกจากนี้ อุบายยังมีความหมายในเชิงคิดหรือพิจารณาโดยแยบคาย
คือคิดอย่างมีวิธี มีแบบแผน คิดอย่างมีชั้นเชิง คิดถูกวิธี หมายถึง คิดถูก วิธีคิดที่จะให้เข้าถึงความจริง
เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบในโยนิโสมนสิการ เรียกว่า อุบายมนสิการ โดยรูปศัพท์ มาจาก
โยนิโสมนสิการ ประกอบด้วย โยนิโส กับ
มนสิการ โยนิโส
มาจาก โยนิ ซึ่งแปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง[1] นอกจากนี้ยังมีคำว่า
กุศโลบาย ซึ่งมีลักษณะเป็นไปในเชิงบวกคล้าย อายโกศล และอุปายโกศล
ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมหรือกลโกงอะไร แต่หมายถึงวิธีการที่ฉลาด เป็น Good method คือมีความฉลาดรอบคอบ หยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ บุคคล กาลเวลา
หรือโอกาสที่จะทำความดี[2]
การใช้กุศโลบายนั้นจะต้องรู้จักการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล เวลาและโอกาส
ธรรมะที่ได้รับยกย่องคล้ายกับโกศลนี้ ในบางแง่ที่ไม่ใช่อปายโกศล ได้แก่ โยนิโสมนสิการ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก วิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย อีกปริยายหนึ่ง อายโกศล น่าจะหมายถึงความฉลาดรอบรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ชั่ว เพื่อจะได้เว้นสิ่งนั้นเสีย
[1] พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตโต), โยนิโสมนสิการ:วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม, (กรุงเทพมหานนคร: [ม.ป.พ.], ๒๕๕๖), หน้า ๑๕.
[2]
วศิน
อินทสระ, วิธีสร้างความดีและความมีเงื่อนไขของกรรม, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๕๓), หน้า.๔๑
ประโยชน์จากการใช้อุบาย
ในอดีตคนโบราณจะสอนแง่คิดหรือคติอันใด
มักไม่ค่อยสอนตรง ๆ แต่มักแฝงไปด้วยอุบาย เช่นจะสอนว่า “ตัดตะไคร้ให้ตัดใบทิ้งไว้ในสวน
ไม่เช่นนั้น ลูกเกิดมาขาจะลีบ” เป็นอุบายสอนให้คนรักษาความสะอาด
เป็นระเบียบเรียบร้อย รู้จักทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการในที่เหมาะสม
หรือไม่ให้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นบ้าน[1] ไม่สอนตรง
ๆ แต่กลับมีอุบายเข้ามาสอดแทรกในคำสอน ทำให้คนเกิดความกลัวที่ลูกจะเกิดมาขาจะลีบ ก็มักจะทำให้คนไม่กล้าลองดี
เป็นการควบคุมความประพฤติของคนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม คุณงามความดี โดยการใช้อุบายเข้ามาสอดแทรก
อุบายหากนำไปใช้ในทางเสื่อม
มักมาพร้อมกับคำว่า หลอกหลวง เพทุบาย หรือมารยา วศิน
อินทสระได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้อุบายเอาไว้ว่า
“เมื่อต้องการให้ลาภสักการะเกิดขึ้น บางคนจำเป็นต้องประพฤตินอกลู่นอกทาง ทางกายทุจริตบ้าง วจีทุจริตบ้าง ต้องยอมทำอกุศล ในพระพุทธศาสนาท่านเปรียบเหมือน เอามือ
[1] พรนิภา
บัวพิมพ์, การศึกษาโบราณอุบายจากคอลัมน์ภูมิปัญญาชาวบ้าน, เรียบเรียงโดย
เยาวนิศ เต็งไตรรัตน์, งานวิจัยทุนอุดหนุนจากสวช.
(ไม่ปรากฏหมายเลขหน้า).
หย่อนลงตรง
ๆ ในหม้อข้าวต้มหรือข้าวสวย เมื่อดึงขึ้นมา มือแค่เปื้อนเท่านั้น
แต่หาได้มีข้าวติดมือมาด้วยไม่ แต่หากงอนิ้วมือหน่อยหนึ่ง ข้าวย่อมติดมือขึ้นมา
เหมือนกับการจะทำอุบายให้ลาภสักการะเกิดขึ้น ก็ต้องคดบ้าง งอบ้าง หากเหยียดมือตรงเกินไปย่อมไม่มีอะไรติดมือ
บางคนเพื่อให้ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่ตน ไม่ใช่คนตาบอดก็ทำให้เหมือนคนตาบอด ไม่เห็นก็บอกว่าเห็น
เห็นก็บอกว่าไม่เห็น ไม่ได้หูหนวกก็ทำทีเป็นคนหูหนวก ได้ยินก็บอกว่าไม่ได้ยิน
ไม่ได้ยินก็บอกว่าได้ยิน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องได้ด้วยกลอุบายหรือมารยา”[1]
หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวเอาไว้ว่า
กุศโลบาย ถ้าใช้เหมาะสมแก่กาลเทศะแล้ว อาจเป็นผลสำเร็จยิ่งกว่าอำนาจและดีกว่าอำนาจ
เพราะกุศโลบายเป็นเครื่องมือทำความพอใจให้แก่คน[2] อุบายจึงเหมือนเป็นเครื่องมือ
หากคนที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็นับเป็นคุณ
หากนำไปใช้ให้เกิดโทษก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้
การใช้อุบายจึงเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง
ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไหวพริบและความเฉลียวฉลาดของคน การจะทำเป้าหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์จำเป็นต้องมีเงื่อนไข
กลอุบายอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้เป้าหมายสำเร็จตามวัตถุประสงค์
กลอุบายอาจเป็นเช่นเหยื่อที่ผู้วางกลอุบายหลอกล่อเอาไว้ สัตว์ที่ถูกนายพรานจับได้
ไม่ได้ถูกจับได้เพราะกับดัก แต่เป็นเพราะสัตว์เป็นจำนวนมากหลงเหยื่อที่นายพรานวางหลอกล่อ
ลวงเอาไว้ให้ มาตัดกับดัก
โทษจากการใช้อุบายในทางเสื่อม
อุบายบางอย่างเหมือนดาบสองคม หากนำไปใช้ไม่ถูกวิธี
อาจทำให้ได้รับความเดือดร้อนจากอุบายนั้นได้ ผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่น
จะพบความสุขอยู่ได้ไม่นาน ผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่นนั้น ต้องถูกเอาคืนจากอุบายที่ตนได้กระทำเอาไว้กับคนอื่น
อุปมาเหมือนหมองูตายเพราะงู ดังมีเรื่องปรากฏในพกชาดกว่า
ในวัดพระเชตวันมีภิกษุรูปหนึ่ง มีความสามารถในการทำให้ผ้าจีวรผืนเก่าทำให้เหมือนใหม่ได้ จนมีชื่อเสียง พระภิกษุต่างขนานนามท่านว่า พระจีวรวัฒฑกะ หมายถึงผู้ทำจีวรผืนเก่าให้ดูเหมือนใหม่ได้ เมื่อภิกษุเป็นจำนวนมากทราบข่าว ต่างพากันนำเอาผ้าจีวรของตนมาให้พระจีวรวัฒฑกะทำให้ เมื่อพระจีวรวัฒฑกะเห็นจีวรของพระใหม่มีสีงดงาม จึงมีความคิดละโมบอยากได้จีวรของพระรูปอื่น ๆ คิดออกอุบายทำผ้าของคนอื่นให้เป็นของเรา เมื่อมีพระใหม่นำเอาผ้าจีวรมาให้ท่านซ่อม ก็มักเจออุบายย้อมแมว ท่านมักจะอ้างว่า ช่วงนี้มีพระเป็นจำนวนมากนำเอาจีวรมาให้ซ่อม ย้อมและรีด อาจจะต้อง
[1] วศิน
อินทสระ,
ธรรมบททางแห่งความดี เล่ม ๑.
พิมพ์ครั้งที่ ๕. (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๔๘), หน้า ๕๕๐
[2] วิจิตรา
รังสิยานนท์, คมคำ ความคิดของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ : บทคัดสรรว่าด้วยเกร็ดชีวิตและข้อคิดเตือนใจ, (กรุงเทพมหานคร: สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๘.
ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ แต่มีทางออกก็คือนำเอาจีวรของพระใหม่
ซึ่งเป็นจีวรที่ใหม่กว่า นำมาแลกกับจีวรใหม่ของตนเอง แต่เป็นจีวรเก่ามาก แต่ทำให้เหมือนใหม่
พระภิกษุบวชใหม่จะไม่คิดสงสัยแม้แต่น้อย
และยินยอมแลกจีวรด้วยความเต็มใจ เพราะชื่อเสียงของพระจีวรวัฒฑกะเป็นเครื่องการันตี
แต่เมื่อนำไปใช้ได้ไม่นาน ผ้าขาดบ้าง สีตกบ้างเป็นรูพรุนทั่วทั้งผืนบ้าง
เป็นที่กล่าวขานของพระบวชใหม่ ที่ไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของพระจีวรวัฒฑกะ จากที่เคยมีชื่อเสียง
กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสีย
ในชนบท ห่างออกไปจากวัดพระเชตวัน ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการซ่อมจีวร
ย้อมจีวรให้ใหม่เหมือนพระจีวรวัฒฑกะ
ภิกษุรูปนี้ได้ยินเสียงเล่าขานถึงกลโกงของพระจีวรวัฒฑกะที่อยู่ในวัดพระเชตวันมาโดยตลอด
อยากเอาคืนบ้าง
พระชนบทวางอุบายในใจแล้วเดินทางสู่วัดพระเชตวันโดยไม่รอช้า
เมื่อถึงวัดแล้ว พระชนบทก็ห่มด้วยจีวรเก่ามากที่ปรับแต่งมาอย่างประณีตสวยงามจนดูมีราคาแพง
จะตกปลาก็ต้องอาศัยเหยื่อล่อ แล้วแสร้งเดินผ่านกุฏิพระจีวรวัฒฑกะเพื่อสร้างความสนใจ
และแล้วปลาก็ติดเหยื่อ
“จีวรที่ภิกษุรูปนั้นสวมใส่
ช่างงดงามยิ่งนัก หากเราได้เก็บไว้ก็คงดี”
พระจีวรวัฒฑกะเมื่อเห็นจีวรที่พระชนบทปรับแต่งมาอย่างดี ก็นึกว่าเป็นจีวรเนื้อดี
จึงมีใจคิดละโมบอยากได้มาครอบครองเช่นเคย
“ท่าน ๆ หยุดก่อนเถิด ผมมีผ้าเนื้อดีขอแลกกับจีวรที่ท่านครองอยู่นั่นได้หรือไม่”
พระจีวรวัฒฑกะเอ่ยขึ้น
“อ๋อ
ได้ซิครับ” พระชนบทตอบรับ
“นิมนต์ท่าน รอสักครู่ก่อนเถิด” พระจีวรวัฒฑกะเริ่มออกอุบายต้มตุ๋นเหมือนอย่างที่เคยทำมา
ได้เข้าไปในกุฏิแล้ว พบว่าไม่มีผ้าเก่าที่เคยใช้ลวงผู้อื่นเหลืออยู่เลยสักผืน
“เฮ้อ...เหลือแต่จีวรใหม่
ๆ ทั้งนั้น แต่เอาเถอะ จีวรของพระบ้านนอกนั้นยังดูใหม่กว่าของเรามาก ยังไงเราก็ไม่ขาดทุน”
“เสียดายที่ไม่มีผ้าสวย ๆ เหลืออยู่เลย
มีแต่จีวรตัดเย็บแล้วเป็นจีวรใหม่ท่านคงไม่ว่ากระไรนะ” พระจีวรวัฒฑกะรีบออกตัว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ
กล่าวกันว่าผ้าของท่านนั้น มีแต่เนื้อผ้าดี ๆ ทั้งนั้น” พระชนบทหยอดคำหวาน
“เหอะ
ๆ เช่นนั้นก็รีบผลัดแก้จีวรของท่านส่งมาเถิด” พระจีวรวัฒฑกะรีบตัดบท
พระชนบทครองจีวรใหม่กลับไป
ปล่อยให้พระจีวรวัฒฑกะปลื้มอยู่กับผลงาน ที่สามารถล่อลวงพระเหยื่อรายใหม่ได้มาอีกรูป
“เหอะ ๆ พระบ้านนอกหลงชื่อเสียงเรา โดนเราหลอกเสียแล้ว” พระจีวรวัฒฑกะภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง
ที่ได้ผ้าใหม่มาครอบครอง สุขใดเล่าจะเทียบเท่าได้หลอกคน และได้เปรียบคน
ความสุขเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติของคนโลภมาก ที่ตนมีชัยเหนือคนอื่น
แต่ทว่า เมื่อพระจีวรวัฒฑกะนำไปซัก
ผ้าจีวรของพระชนบท กลับกลายเป็นผ้าเนื้อหยาบ เป็นผ้าเก่าชำรุด นำเอาไปใช้ห่มคลุมไม่ได้
นอกจากทำผ้าเช็ดเท้า พระชนบทแช่จีวรผืนเก่าไว้กับน้ำแป้งและปล่อยไว้จนแป้งละลายเข้าไปอุดสมานรูรั่วของผ้าได้ทั้งผืนก่อนนำมาตากและรีด
บัดนี้แป้งได้หลุดออกหมด ไม่เหลือความเป็นสภาพจีวรอันสวยงามให้เห็น[๑]
เข้าทำนองว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
ข่าวคราวเรื่องมีคนล้วงคองูเห่า
ได้แพร่สะพัดออกไป กลายเป็นเรื่องโจษจันทั่ววัดพระเชตวัน กรรมตามสนองพระจีวรวัฒฑกะ เรื่องนี้เป็นข้อสรุปของการนำเอาอุบายไปใช้ในทางเสื่อม
แต่สุดท้ายตนก็ถูกอุบายของตนเอง ถูกย้อนกลับมาเล่นงานตนเอง พระจีวรวัฒทกะคิดว่าตนเองเก่ง
เพราะประเมินสติปัญญาของคนอื่นต่ำ
แม้ในนิทานพื้นบ้านของไทย
ที่คนรู้จักกันแพร่หลาย เรื่อง ศรีธนญชัย ก็เป็นเรื่องของการใช้อุบาย ความฉลาด
ปฏิภาณไหวพริบ แก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ และบางคราวก็นำไปสร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น
และสุดท้ายอุบายนั้นก็กลับมาทำร้ายศรีธนญชัยเสียเอง ดังมีเรื่องปรากฏว่า
ครั้งหนึ่ง
ศรีธนญชัยอาศัยเรือของสามเณรรูปหนึ่งข้ามฟาก ขณะที่สามเณรพายเรือเลียบฝั่งนั้น
ยังอยู่อีกไกลหลายคุ้งแม่น้ำจึงจะถึงบ้านของศรีธนญชัย สามเณรจึงถามศรีธนญชัยว่า
จะให้พายไปส่งตรงไหน ครั้นจะให้สามเณรพายไปส่งถึงศาลาท่าน้ำหน้าบ้านก็สุดแสนจะเกรงใจ
จึงโพล่งปากแบบ ไม่ทันคิดว่า ส่งขึ้นที่ไหนก็ได้ ตามใจสามเณร คำว่า “ที่ไหนก็ได้”
เป็นคำความหมายกว้าง ในบริบทนี้ ศรีธนญชัยหมายถึง ท่าขึ้นฝั่ง แต่สามเณรแสร้งตีความหมายว่า
ที่ใดที่หนึ่งไม่จำเพาะว่าเป็นท่าขึ้นฝั่ง ดังนั้น สามเณรจึงปักหัวเรือพุ่งเข้าไปในกอไผ่
มีเรียวไผ่หนามใหญ่สลับซับซ้อนรกรุงรัง แล้วบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น
โยมขึ้นฝั่งตรงป่าไผ่นี่ก็แล้วกันนะ”
ศรีธนญชัยนั้นคิดไม่ถึงว่าคำพูดของตนจะทำร้ายตัวเอง จึงจำใจต้องแหวกหนามไผ่ขึ้นไป
ซึ่งกว่าจะพ้นป่าไผ่ก็ได้ไปหลายแผล[๒]
คำพูดปลิ้นปล้อนของศรีธนญชัย มักเป็นเหตุทำชาวบ้านเดือดร้อน แต่สุดท้าย
ตนก็ถูกอุบายของตนเอง ย้อนกลับมาเล่นงานเสียเอง
อุบายอย่างหนึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนหนึ่งและอาจกลายเป็นโทษสำหรับอีกคนหนึ่ง
ดังมีภาษิตกล่าวเอาไว้ในอสิลักขณชาดกว่า
“เหตุอย่างเดียวกันอาจเป็นผลดีสำหรับคนหนึ่ง แต่เป็นผลร้ายสำหรับอีกคนหนึ่ง
ดังนั้น เหตุต่างๆ ใช่ว่าจะเป็นผลดีไปเสียทั้งหมด
และใช่ว่าจะเป็นผลร้ายไปเสียทั้งสิ้น”[๓]
เพราะฉะนั้น อุบายอย่างเดียวกัน มิใช่จะเป็นผลดีไปทั้งหมด
หรือมิใช่จะเป็นผลร้ายไปทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้ เหมือนกลิ่นของดอกดาวเรือง
กลิ่นเหม็นในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็นกลิ่นหอมในความรู้สึกของอีกคนหนึ่งก็ได้
บางอย่าง “ในดีมีเสีย ในเสียมีคุณ ในขาวมีสว่าง ในความดำมีความมืด” ดังมีพุทธดำรัสว่า
““สารีบุตร
แม้รูปที่รู้ได้ด้วยตา เราก็กล่าวเป็น ๒ อย่างคือ รูปที่ควรดูก็มี ที่ไม่ควรดูก็มี
คำที่ว่านี้เรากล่าว โดยอาศัยเหตุผลอะไร เมื่อบุคคลดูรูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างใด
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมหาย รูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างนี้
ไม่ควรดู;
เมื่อบุคคลดูรูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างไร
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมหาย กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งขึ้น รูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างนี้ควรดู
สารีบุตร แม้เสียง…แม้กลิ่น...แม้รส…แม้สิ่งต้องกาย…แม้ธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ
เราก็กล่าวเป็น ๒ อย่างคือ เป็นสิ่งที่ควรเกี่ยวข้องก็มี ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องก็มี….”[๔]
เมื่อนำพุทธดำรัสมาวิเคราะห์โดยแยกแยะ
เราจะพบ ทุกสิ่งย่อมมี ๒ ด้าน คือด้านบวก และด้านลบ อยู่ที่ว่าคนจะเกี่ยวข้องส่วนไหน
จะทำให้มีคุณ หรือจะนำไปสร้างความเสื่อมเสีย ประโยชน์ของการนำอุบายไปใช้ก็เฉกเดียวกัน
บางคนในโลกนี้
ย่อมฆ่าสัตว์ เบียดเบียนคนอื่นย่อมปรารถนาอยากได้ของคนอื่น ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ยอมพูดเท็จ
พูดหลอกหลวง เพื่อผลประโยชน์ด้วยกลลวงอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อบำรุงตนเองและพวกพ้องให้มีความสุข
สำหรับคนพาลนั้นย่อมนำเอาความรู้ไปใช้ก่อโทษมากกว่าคุณ
“ความรู้เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายฝ่ายเดียว ความรู้ของคนพาลนั้น
กำจัดคุณงามความดี ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ”[๕]
ส่วนบัณฑิตย่อมมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคนพาล ความวุ่นวาย อุปสรรค และภัยทั้งปวง
ย่อมเกิดจากคนพาลนำความฉลาดไปใช้ในทางเสื่อม การใช้อุบายอันเป็นลักษณะจำเพาะ ลับ
ลวง พราง มีลักษณะคล้ายสีดำในความมืด สร้างอุบายมาเพื่อทำในสิ่งที่ชั่ว บางคราวก็มีลักษณะเป็นสีเทาในสีขาว
สร้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ ศีลธรรมเป็นเหมือนรั้วป้องกันคนดี
แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคทำให้คนชั่วทำความชั่วได้ยาก เพราะมักขัดกับอุปนิสัยของตนเอง
เป็นธรรมดาของโลก
ที่มีคนดีและคนไม่ดี และเป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมาย ที่คนไม่ดี
ย่อมนำอุบายไปใช้ในทางไม่ดี สิ่งใดๆย่อมมีด้านบวกและด้านลบ เพราะมีขาว จึงมีดำ เพราะมีคนดีให้ดูเป็นแบบอย่าง
เราจึงรู้ว่าไม่ควรทำเยี่ยงอย่างคนไม่ดี เพราะโลกธรรม
ทำให้มนุษย์ต้องฉลาดในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในท่ามกลางการสูญเสียและไม่หลงระเริงเวลาดีใจ
การใช้อุบายย่อมมีสองด้าน
คือนำไปใช้ในลักษณะเป็นคุณ และนำไปเพื่อสร้างความเสื่อมเสีย บางคนเรียนรู้จากสิ่งไม่ดี
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่คนชั่ว
ย่อมนำไปใช้ในทางเสื่อมเสีย สิ่งที่ไม่ดีหรืออกุศลต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งแต่อดีตกาลถึงปัจจุบันสังคมวุ่นวาย
เพราะความคิดและการกระทำของคนพาลโดยส่วนเดียว ตัวอย่างการใช้อุบายในแต่ละวิธีการในโกศล
๓ อย่าง ที่เกิดขึ้นในพุทธกาล มีมุมมองที่น่าศึกษา ๔ ด้าน คือ
๑.มุมมองด้านเจตนา
๒.ด้านกลอุบาย
๓.เป้าประสงค์
๔.ด้านการเรียนรู้
ที่ทำให้เกิดแง่คิดคติธรรม
โดยผู้เขียนได้เรียบเรียงเอาไว้
๓ ประเด็นหลักคือ ที่มาของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่อง อธิบายความ
และมองอุบายให้เห็นธรรม ดังมีเรื่องปรากฏ ดังต่อไปนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น