บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ep.01 อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา #บทนำ

                                                        

อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา

ความหมายทั่วไป

คำว่า อุบาย ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้นิยามความหมายเอาไว้ว่า วิธีการอันแยบคาย, เล่ห์กล, หรือเล่ห์เหลี่ยม[1] มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า กล (กลอุบาย) หมายถึง ลวงให้หลงเชื่อหรือลวงให้เข้าใจผิด หรือทำให้ฉงนสนเท่ห์ เช่น เล่ห์กล เล่ห์เหลี่ยม ลวงทำให้เหมือนจริงหรือตบตาทำให้เข้าใจว่าจริง[2] คำว่า กลอุบาย เป็นลักษณะคำกลาง ๆ ในการใช้แผนการ                   ทำวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจหรือวางแผนเอาไว้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่จะนำเอากลอุบายไปใช้ในลักษณะดีหรือชั่ว อุบายอุปมาเหมือนอาวุธ หากอยู่ในมือของนักรบ ก็ใช้ในการปกป้องประเทศชาติ ปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายหรือศัตรู หากอยู่ในมือของโจร ก็ใช้นำไปจี้ปล้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ปัญญาที่ถูกต้องดีงาม ย่อมนำอุบายไปในทางถูกต้องดีงาม อุบายที่ผ่านการย้อมด้วยกิเลส ย่อมเป็นไปเพื่อโทษ เพื่อความเสื่อมเสีย โดยส่วนเดียว และอาจเป็นโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นอีกด้วย



[1] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น, ๒๕๔๖), หน้า ๑๓๘๕.

[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๓.

ความหมายและประเภทของอุบายในพระพุทธศาสนา

ในพระพุทธศาสนาคำว่า อุบาย อ่านว่า อุปายะ ในภาษาบาลี มักใช้ร่วมกันกับคำว่า โกศล ความฉลาด, ความเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุว่า การจะนำอุบายไปใช้ให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความฉลาด รอบรู้ด้วย เรามักจะคุ้นเคยสำนวนว่า กุศโลบาย ได้แบ่งอุบายไว้ ๓ ประเภท คือ[1]

๑. อายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย ไปใช้ในทางเจริญ ในทางสร้างสรรค์ และเหตุของความเจริญ นำเอาความฉลาด ความเชี่ยวชาญของตนสร้างประโยชน์ สร้างความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ผู้มีปัญญาย่อมแจ้งชัดในเหตุและผลที่จะตามมา เพื่อพิจารณาด้วยอุบายแยบคาย เช่น เมื่อทำในสิ่งที่ชั่ว ผลแห่งกรรมชั่ว คือความร้อนใจ ย่อมเกิดขึ้นตามมา ลักษณะของอายโกศล มี ๒ ชนิด คือ[2]



[1] ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๓๑, อภิ.วิ. ๓๕/๓๕๓/๔๘๕.

[2] อภิ.วิ.อ. ๗๘/๖๕๖.


๑. ไม่กระทำสิ่งใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ เพื่อความสุข หรือไม่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและบุคคลอื่น (อนัตถหานิ)

๒.เอาความฉลาดของตนสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น (อัตถุปปัตติ)  ธรรมที่เป็นฐานแห่งการใช้อายโกศลก็คือ พรหมวิหารธรรม

๒. อปายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย ไปใช้ในทางเสื่อมเสีย นำเอาความรู้ ความสามารถและความฉลาดไปใช้ในทางที่เสียหายหรือสร้างเหตุของความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น สิ่งที่เป็นอุปการะต่ออุปายโกศลก็คือ มายา ความเจ้าเล่ห์ เพทุบาย ลักษณะคนเจ้าเล่ห์คือ ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ มีความคิดชั่ว เพราะต้องการปกปิดความชั่วของตนเองเอาไว้ โดยไม่อยากให้คนอื่นรู้ทัน ปกปิดด้วยกาย วาจา และความคิดว่าใครอย่ารู้ทันเราเลย ความเป็นคนเจ้าเล่ห์ กิริยาที่ทำให้หลง ความลวง ความโกง ความกลบเกลื่อน การหลีกเลี่ยง การซ่อนเอาไว้ การซ่อนบัง ทำให้ไม่เปิดเผย การกระทำชั่วที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ทัน ลักษณะเหล่านี้เรียกว่า มายา ความเจ้าเล่ห์[1] ลักษณะของอปายโกศล คือ ฉลาดในความไม่เจริญ ฉลาดในความเสื่อม มีลักษณะ ๒ ประเภทคือ[2]

๑. ละทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ (อัตถหานิ)

๒. ทำสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ให้เกิดขึ้น (อนัตถุปปัตติ)

๓. อุปายโกศล ฉลาดในการนำอุบาย แก้ไขเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยในความเสื่อม และฉลาดในการแก้ปัญหา มีสติปัญญาและไหวพริบ สามารถแก้วิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างปัญหาให้เป็นปัญญา เอาตัวรอดได้จากภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้อุบาย และการใช้ไหวพริบปฏิภาณ  

แม้ในพระสูตรสำคัญของฝ่ายมหายานพระสัทธรรมปุณทริกสูตร บทที่ ๒ ว่าด้วยอุปายโกศลปริวรรต (ความฉลาดในการใช้อุบาย) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้อุปายโกศล ดังมีใจความว่า ครั้งนั้น หลังจากที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงมีพระสติและปัญญา ทรงออกจากสมาธิครั้นออกแล้ว ได้ตรัสกับท่านพระสารีบุตรว่า

“ดูก่อนสารีบุตร เราได้ประกาศธรรม ด้วยกุศโลบายร้อยพันอย่าง ที่มีการชี้แจง อธิบาย และยกตัวอย่างด้วยศัพท์ต่างๆ ดูก่อนสารีบุตร พระสัทธรรมนั้น เป็นตถาคตญาณ ไม่เป็นไปด้วยเหตุผลของตรรกะ......พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประกาศธรรมทั้งหลายที่เป็นเฉพาะพระองค์ เพื่อให้สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสิ่งต่างๆ หลุดพ้นไปด้วยกุศโลบายต่าง ๆ คือ ด้วยญาณทัศนะ การแสดงเหตุผล อารมณ์ นิรุกติ และการทำให้เข้าใจ ดูก่อนสารีบุตร พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันยิ่งใหญ่ ญาณทัศนะและพระบารมีจึงสูงยิ่ง”[3]



[1] อภิ.วิ. ๓๕/๘๙๔/๕๖๒.

[2] อภิ.วิ. อ. ๗๘/๖๕๖.

[3] สจฺจวโร ภิกฺขุ.พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร และกำเนิดมหายาน.(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙), (ไม่ปรากฏหมายเลขหน้า).


นอกจากนี้ อุบายยังมีความหมายในเชิงคิดหรือพิจารณาโดยแยบคาย คือคิดอย่างมีวิธี มีแบบแผน คิดอย่างมีชั้นเชิง คิดถูกวิธี หมายถึง คิดถูก วิธีคิดที่จะให้เข้าถึงความจริง เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบในโยนิโสมนสิการ เรียกว่า อุบายมนสิการ โดยรูปศัพท์ มาจาก โยนิโสมนสิการ ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ โยนิโส มาจาก โยนิ ซึ่งแปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง[1] นอกจากนี้ยังมีคำว่า กุศโลบาย ซึ่งมีลักษณะเป็นไปในเชิงบวกคล้าย อายโกศล และอุปายโกศล ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมหรือกลโกงอะไร แต่หมายถึงวิธีการที่ฉลาด เป็น Good method คือมีความฉลาดรอบคอบ หยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ บุคคล กาลเวลา หรือโอกาสที่จะทำความดี[2] การใช้กุศโลบายนั้นจะต้องรู้จักการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล เวลาและโอกาส

 ธรรมะที่ได้รับยกย่องคล้ายกับโกศลนี้ ในบางแง่ที่ไม่ใช่อปายโกศล ได้แก่ โยนิโสมนสิการ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก วิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย อีกปริยายหนึ่ง อายโกศล น่าจะหมายถึงความฉลาดรอบรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ชั่ว เพื่อจะได้เว้นสิ่งนั้นเสีย


[1] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), โยนิโสมนสิการ:วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม, (กรุงเทพมหานนคร:                [ม.ป.พ.], ๒๕๕๖), หน้า ๑๕.

[2] วศิน อินทสระ, วิธีสร้างความดีและความมีเงื่อนไขของกรรม, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๕๓), หน้า.๔๑

ประโยชน์จากการใช้อุบาย

ในอดีตคนโบราณจะสอนแง่คิดหรือคติอันใด มักไม่ค่อยสอนตรง ๆ แต่มักแฝงไปด้วยอุบาย เช่นจะสอนว่า “ตัดตะไคร้ให้ตัดใบทิ้งไว้ในสวน ไม่เช่นนั้น ลูกเกิดมาขาจะลีบ” เป็นอุบายสอนให้คนรักษาความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย รู้จักทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการในที่เหมาะสม หรือไม่ให้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นบ้าน[1] ไม่สอนตรง ๆ แต่กลับมีอุบายเข้ามาสอดแทรกในคำสอน ทำให้คนเกิดความกลัวที่ลูกจะเกิดมาขาจะลีบ ก็มักจะทำให้คนไม่กล้าลองดี เป็นการควบคุมความประพฤติของคนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม คุณงามความดี โดยการใช้อุบายเข้ามาสอดแทรก

อุบายหากนำไปใช้ในทางเสื่อม มักมาพร้อมกับคำว่า หลอกหลวง เพทุบาย หรือมารยา วศิน อินทสระได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้อุบายเอาไว้ว่า

“เมื่อต้องการให้ลาภสักการะเกิดขึ้น บางคนจำเป็นต้องประพฤตินอกลู่นอกทาง ทางกายทุจริตบ้าง วจีทุจริตบ้าง ต้องยอมทำอกุศล ในพระพุทธศาสนาท่านเปรียบเหมือน เอามือ



[1] พรนิภา บัวพิมพ์, การศึกษาโบราณอุบายจากคอลัมน์ภูมิปัญญาชาวบ้าน, เรียบเรียงโดย เยาวนิศ               เต็งไตรรัตน์, งานวิจัยทุนอุดหนุนจากสวช. (ไม่ปรากฏหมายเลขหน้า).


หย่อนลงตรง ๆ ในหม้อข้าวต้มหรือข้าวสวย เมื่อดึงขึ้นมา มือแค่เปื้อนเท่านั้น แต่หาได้มีข้าวติดมือมาด้วยไม่ แต่หากงอนิ้วมือหน่อยหนึ่ง ข้าวย่อมติดมือขึ้นมา เหมือนกับการจะทำอุบายให้ลาภสักการะเกิดขึ้น ก็ต้องคดบ้าง งอบ้าง หากเหยียดมือตรงเกินไปย่อมไม่มีอะไรติดมือ บางคนเพื่อให้ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่ตน ไม่ใช่คนตาบอดก็ทำให้เหมือนคนตาบอด ไม่เห็นก็บอกว่าเห็น เห็นก็บอกว่าไม่เห็น ไม่ได้หูหนวกก็ทำทีเป็นคนหูหนวก ได้ยินก็บอกว่าไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินก็บอกว่าได้ยิน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องได้ด้วยกลอุบายหรือมารยา”[1]

หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวเอาไว้ว่า กุศโลบาย ถ้าใช้เหมาะสมแก่กาลเทศะแล้ว อาจเป็นผลสำเร็จยิ่งกว่าอำนาจและดีกว่าอำนาจ เพราะกุศโลบายเป็นเครื่องมือทำความพอใจให้แก่คน[2]  อุบายจึงเหมือนเป็นเครื่องมือ หากคนที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็นับเป็นคุณ หากนำไปใช้ให้เกิดโทษก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ การใช้อุบายจึงเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไหวพริบและความเฉลียวฉลาดของคน การจะทำเป้าหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์จำเป็นต้องมีเงื่อนไข กลอุบายอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้เป้าหมายสำเร็จตามวัตถุประสงค์ กลอุบายอาจเป็นเช่นเหยื่อที่ผู้วางกลอุบายหลอกล่อเอาไว้ สัตว์ที่ถูกนายพรานจับได้ ไม่ได้ถูกจับได้เพราะกับดัก แต่เป็นเพราะสัตว์เป็นจำนวนมากหลงเหยื่อที่นายพรานวางหลอกล่อ ลวงเอาไว้ให้ มาตัดกับดัก

โทษจากการใช้อุบายในทางเสื่อม

อุบายบางอย่างเหมือนดาบสองคม หากนำไปใช้ไม่ถูกวิธี อาจทำให้ได้รับความเดือดร้อนจากอุบายนั้นได้ ผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่น จะพบความสุขอยู่ได้ไม่นาน ผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่นนั้น ต้องถูกเอาคืนจากอุบายที่ตนได้กระทำเอาไว้กับคนอื่น อุปมาเหมือนหมองูตายเพราะงู ดังมีเรื่องปรากฏในพกชาดกว่า

ในวัดพระเชตวันมีภิกษุรูปหนึ่ง มีความสามารถในการทำให้ผ้าจีวรผืนเก่าทำให้เหมือนใหม่ได้ จนมีชื่อเสียง พระภิกษุต่างขนานนามท่านว่า พระจีวรวัฒฑกะ หมายถึงผู้ทำจีวรผืนเก่าให้ดูเหมือนใหม่ได้ เมื่อภิกษุเป็นจำนวนมากทราบข่าว ต่างพากันนำเอาผ้าจีวรของตนมาให้พระจีวรวัฒฑกะทำให้ เมื่อพระจีวรวัฒฑกะเห็นจีวรของพระใหม่มีสีงดงาม จึงมีความคิดละโมบอยากได้จีวรของพระรูปอื่น ๆ                  คิดออกอุบายทำผ้าของคนอื่นให้เป็นของเรา เมื่อมีพระใหม่นำเอาผ้าจีวรมาให้ท่านซ่อม ก็มักเจออุบายย้อมแมว ท่านมักจะอ้างว่า ช่วงนี้มีพระเป็นจำนวนมากนำเอาจีวรมาให้ซ่อม ย้อมและรีด อาจจะต้อง



[1] วศิน อินทสระ, ธรรมบททางแห่งความดี เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๕. (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๔๘), หน้า ๕๕๐

[2] วิจิตรา รังสิยานนท์, คมคำ ความคิดของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ : บทคัดสรรว่าด้วยเกร็ดชีวิตและข้อคิดเตือนใจ, (กรุงเทพมหานคร: สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๘.

ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ แต่มีทางออกก็คือนำเอาจีวรของพระใหม่ ซึ่งเป็นจีวรที่ใหม่กว่า นำมาแลกกับจีวรใหม่ของตนเอง แต่เป็นจีวรเก่ามาก แต่ทำให้เหมือนใหม่

พระภิกษุบวชใหม่จะไม่คิดสงสัยแม้แต่น้อย และยินยอมแลกจีวรด้วยความเต็มใจ เพราะชื่อเสียงของพระจีวรวัฒฑกะเป็นเครื่องการันตี แต่เมื่อนำไปใช้ได้ไม่นาน ผ้าขาดบ้าง สีตกบ้างเป็นรูพรุนทั่วทั้งผืนบ้าง เป็นที่กล่าวขานของพระบวชใหม่ ที่ไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของพระจีวรวัฒฑกะ จากที่เคยมีชื่อเสียง กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสีย

ในชนบท ห่างออกไปจากวัดพระเชตวัน ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการซ่อมจีวร ย้อมจีวรให้ใหม่เหมือนพระจีวรวัฒฑกะ ภิกษุรูปนี้ได้ยินเสียงเล่าขานถึงกลโกงของพระจีวรวัฒฑกะที่อยู่ในวัดพระเชตวันมาโดยตลอด อยากเอาคืนบ้าง

พระชนบทวางอุบายในใจแล้วเดินทางสู่วัดพระเชตวันโดยไม่รอช้า เมื่อถึงวัดแล้ว พระชนบทก็ห่มด้วยจีวรเก่ามากที่ปรับแต่งมาอย่างประณีตสวยงามจนดูมีราคาแพง จะตกปลาก็ต้องอาศัยเหยื่อล่อ แล้วแสร้งเดินผ่านกุฏิพระจีวรวัฒฑกะเพื่อสร้างความสนใจ และแล้วปลาก็ติดเหยื่อ

 “จีวรที่ภิกษุรูปนั้นสวมใส่ ช่างงดงามยิ่งนัก หากเราได้เก็บไว้ก็คงดี” พระจีวรวัฒฑกะเมื่อเห็นจีวรที่พระชนบทปรับแต่งมาอย่างดี ก็นึกว่าเป็นจีวรเนื้อดี จึงมีใจคิดละโมบอยากได้มาครอบครองเช่นเคย

 “ท่าน ๆ หยุดก่อนเถิด ผมมีผ้าเนื้อดีขอแลกกับจีวรที่ท่านครองอยู่นั่นได้หรือไม่” พระจีวรวัฒฑกะเอ่ยขึ้น

“อ๋อ ได้ซิครับ” พระชนบทตอบรับ

 “นิมนต์ท่าน รอสักครู่ก่อนเถิด” พระจีวรวัฒฑกะเริ่มออกอุบายต้มตุ๋นเหมือนอย่างที่เคยทำมา ได้เข้าไปในกุฏิแล้ว พบว่าไม่มีผ้าเก่าที่เคยใช้ลวงผู้อื่นเหลืออยู่เลยสักผืน

“เฮ้อ...เหลือแต่จีวรใหม่ ๆ ทั้งนั้น แต่เอาเถอะ จีวรของพระบ้านนอกนั้นยังดูใหม่กว่าของเรามาก ยังไงเราก็ไม่ขาดทุน”

          “เสียดายที่ไม่มีผ้าสวย ๆ เหลืออยู่เลย มีแต่จีวรตัดเย็บแล้วเป็นจีวรใหม่ท่านคงไม่ว่ากระไรนะ” พระจีวรวัฒฑกะรีบออกตัว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ กล่าวกันว่าผ้าของท่านนั้น มีแต่เนื้อผ้าดี ๆ ทั้งนั้น” พระชนบทหยอดคำหวาน

“เหอะ ๆ เช่นนั้นก็รีบผลัดแก้จีวรของท่านส่งมาเถิด” พระจีวรวัฒฑกะรีบตัดบท

พระชนบทครองจีวรใหม่กลับไป ปล่อยให้พระจีวรวัฒฑกะปลื้มอยู่กับผลงาน ที่สามารถล่อลวงพระเหยื่อรายใหม่ได้มาอีกรูป

 “เหอะ ๆ พระบ้านนอกหลงชื่อเสียงเรา โดนเราหลอกเสียแล้ว” พระจีวรวัฒฑกะภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง ที่ได้ผ้าใหม่มาครอบครอง สุขใดเล่าจะเทียบเท่าได้หลอกคน และได้เปรียบคน ความสุขเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติของคนโลภมาก ที่ตนมีชัยเหนือคนอื่น

       แต่ทว่า เมื่อพระจีวรวัฒฑกะนำไปซัก ผ้าจีวรของพระชนบท กลับกลายเป็นผ้าเนื้อหยาบ        เป็นผ้าเก่าชำรุด นำเอาไปใช้ห่มคลุมไม่ได้ นอกจากทำผ้าเช็ดเท้า พระชนบทแช่จีวรผืนเก่าไว้กับน้ำแป้งและปล่อยไว้จนแป้งละลายเข้าไปอุดสมานรูรั่วของผ้าได้ทั้งผืนก่อนนำมาตากและรีด บัดนี้แป้งได้หลุดออกหมด ไม่เหลือความเป็นสภาพจีวรอันสวยงามให้เห็น[๑] เข้าทำนองว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

ข่าวคราวเรื่องมีคนล้วงคองูเห่า ได้แพร่สะพัดออกไป กลายเป็นเรื่องโจษจันทั่ววัดพระเชตวัน กรรมตามสนองพระจีวรวัฒฑกะ  เรื่องนี้เป็นข้อสรุปของการนำเอาอุบายไปใช้ในทางเสื่อม แต่สุดท้ายตนก็ถูกอุบายของตนเอง ถูกย้อนกลับมาเล่นงานตนเอง พระจีวรวัฒทกะคิดว่าตนเองเก่ง เพราะประเมินสติปัญญาของคนอื่นต่ำ

แม้ในนิทานพื้นบ้านของไทย ที่คนรู้จักกันแพร่หลาย เรื่อง ศรีธนญชัย ก็เป็นเรื่องของการใช้อุบาย ความฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ แก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ และบางคราวก็นำไปสร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น และสุดท้ายอุบายนั้นก็กลับมาทำร้ายศรีธนญชัยเสียเอง ดังมีเรื่องปรากฏว่า

ครั้งหนึ่ง ศรีธนญชัยอาศัยเรือของสามเณรรูปหนึ่งข้ามฟาก ขณะที่สามเณรพายเรือเลียบฝั่งนั้น ยังอยู่อีกไกลหลายคุ้งแม่น้ำจึงจะถึงบ้านของศรีธนญชัย สามเณรจึงถามศรีธนญชัยว่า จะให้พายไปส่งตรงไหน ครั้นจะให้สามเณรพายไปส่งถึงศาลาท่าน้ำหน้าบ้านก็สุดแสนจะเกรงใจ จึงโพล่งปากแบบ ไม่ทันคิดว่า ส่งขึ้นที่ไหนก็ได้ ตามใจสามเณร คำว่า “ที่ไหนก็ได้” เป็นคำความหมายกว้าง ในบริบทนี้ ศรีธนญชัยหมายถึง ท่าขึ้นฝั่ง แต่สามเณรแสร้งตีความหมายว่า ที่ใดที่หนึ่งไม่จำเพาะว่าเป็นท่าขึ้นฝั่ง ดังนั้น สามเณรจึงปักหัวเรือพุ่งเข้าไปในกอไผ่ มีเรียวไผ่หนามใหญ่สลับซับซ้อนรกรุงรัง แล้วบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น โยมขึ้นฝั่งตรงป่าไผ่นี่ก็แล้วกันนะ” ศรีธนญชัยนั้นคิดไม่ถึงว่าคำพูดของตนจะทำร้ายตัวเอง จึงจำใจต้องแหวกหนามไผ่ขึ้นไป ซึ่งกว่าจะพ้นป่าไผ่ก็ได้ไปหลายแผล[๒] คำพูดปลิ้นปล้อนของศรีธนญชัย มักเป็นเหตุทำชาวบ้านเดือดร้อน แต่สุดท้าย ตนก็ถูกอุบายของตนเอง ย้อนกลับมาเล่นงานเสียเอง

อุบายอย่างหนึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนหนึ่งและอาจกลายเป็นโทษสำหรับอีกคนหนึ่ง ดังมีภาษิตกล่าวเอาไว้ในอสิลักขณชาดกว่า “เหตุอย่างเดียวกันอาจเป็นผลดีสำหรับคนหนึ่ง แต่เป็นผลร้ายสำหรับอีกคนหนึ่ง ดังนั้น เหตุต่างๆ ใช่ว่าจะเป็นผลดีไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะเป็นผลร้ายไปเสียทั้งสิ้น”[๓] เพราะฉะนั้น อุบายอย่างเดียวกัน มิใช่จะเป็นผลดีไปทั้งหมด หรือมิใช่จะเป็นผลร้ายไปทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้ เหมือนกลิ่นของดอกดาวเรือง กลิ่นเหม็นในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็นกลิ่นหอมในความรู้สึกของอีกคนหนึ่งก็ได้ บางอย่าง “ในดีมีเสีย ในเสียมีคุณ ในขาวมีสว่าง ในความดำมีความมืด” ดังมีพุทธดำรัสว่า

““สารีบุตร แม้รูปที่รู้ได้ด้วยตา เราก็กล่าวเป็น ๒ อย่างคือ รูปที่ควรดูก็มี ที่ไม่ควรดูก็มี คำที่ว่านี้เรากล่าว โดยอาศัยเหตุผลอะไร เมื่อบุคคลดูรูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างใด อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมหาย รูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างนี้ ไม่ควรดู; เมื่อบุคคลดูรูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างไร อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมหาย กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่งขึ้น รูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างนี้ควรดู สารีบุตร แม้เสียง…แม้กลิ่น...แม้รส…แม้สิ่งต้องกาย…แม้ธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ เราก็กล่าวเป็น ๒ อย่างคือ เป็นสิ่งที่ควรเกี่ยวข้องก็มี ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องก็มี….”[๔]

เมื่อนำพุทธดำรัสมาวิเคราะห์โดยแยกแยะ เราจะพบ ทุกสิ่งย่อมมี ๒ ด้าน คือด้านบวก และด้านลบ อยู่ที่ว่าคนจะเกี่ยวข้องส่วนไหน จะทำให้มีคุณ หรือจะนำไปสร้างความเสื่อมเสีย ประโยชน์ของการนำอุบายไปใช้ก็เฉกเดียวกัน

บางคนในโลกนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ เบียดเบียนคนอื่นย่อมปรารถนาอยากได้ของคนอื่น ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ยอมพูดเท็จ พูดหลอกหลวง เพื่อผลประโยชน์ด้วยกลลวงอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อบำรุงตนเองและพวกพ้องให้มีความสุข

สำหรับคนพาลนั้นย่อมนำเอาความรู้ไปใช้ก่อโทษมากกว่าคุณ “ความรู้เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายฝ่ายเดียว ความรู้ของคนพาลนั้น กำจัดคุณงามความดี ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ”[๕] ส่วนบัณฑิตย่อมมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคนพาล ความวุ่นวาย อุปสรรค และภัยทั้งปวง ย่อมเกิดจากคนพาลนำความฉลาดไปใช้ในทางเสื่อม การใช้อุบายอันเป็นลักษณะจำเพาะ ลับ ลวง พราง มีลักษณะคล้ายสีดำในความมืด สร้างอุบายมาเพื่อทำในสิ่งที่ชั่ว บางคราวก็มีลักษณะเป็นสีเทาในสีขาว               สร้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ ศีลธรรมเป็นเหมือนรั้วป้องกันคนดี แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคทำให้คนชั่วทำความชั่วได้ยาก เพราะมักขัดกับอุปนิสัยของตนเอง

เป็นธรรมดาของโลก ที่มีคนดีและคนไม่ดี และเป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมาย ที่คนไม่ดี ย่อมนำอุบายไปใช้ในทางไม่ดี สิ่งใดๆย่อมมีด้านบวกและด้านลบ เพราะมีขาว จึงมีดำ เพราะมีคนดีให้ดูเป็นแบบอย่าง เราจึงรู้ว่าไม่ควรทำเยี่ยงอย่างคนไม่ดี เพราะโลกธรรม ทำให้มนุษย์ต้องฉลาดในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในท่ามกลางการสูญเสียและไม่หลงระเริงเวลาดีใจ  การใช้อุบายย่อมมีสองด้าน คือนำไปใช้ในลักษณะเป็นคุณ และนำไปเพื่อสร้างความเสื่อมเสีย บางคนเรียนรู้จากสิ่งไม่ดี  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่คนชั่ว ย่อมนำไปใช้ในทางเสื่อมเสีย สิ่งที่ไม่ดีหรืออกุศลต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น ตั้งแต่อดีตกาลถึงปัจจุบันสังคมวุ่นวาย เพราะความคิดและการกระทำของคนพาลโดยส่วนเดียว ตัวอย่างการใช้อุบายในแต่ละวิธีการในโกศล ๓ อย่าง ที่เกิดขึ้นในพุทธกาล มีมุมมองที่น่าศึกษา ๔ ด้าน คือ

๑.มุมมองด้านเจตนา

๒.ด้านกลอุบาย

๓.เป้าประสงค์

๔.ด้านการเรียนรู้ ที่ทำให้เกิดแง่คิดคติธรรม  

โดยผู้เขียนได้เรียบเรียงเอาไว้ ๓ ประเด็นหลักคือ ที่มาของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่อง อธิบายความ และมองอุบายให้เห็นธรรม ดังมีเรื่องปรากฏ ดังต่อไปนี้



[๑] พกชาดก. ขุ.ชา ๒๗/๓๘/๑๖.

[๒] สุวรรณา งามเหลือ, ศรีธนญชัยกับอุบายการตีความหมายในภาษา, (คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, [ม.ป.ป]) หน้า ๖.

[๓] ขุ.ชา. ๒๗/๑๒๖/๕๒.

[๔] ม.อุ.๑๔/๑๑๙-๑๒๑/๑๕๒-๑๕๕.

[๕] สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ. ขุ.ขุ.ธ. ๒๕/๗๒/๔๙.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues