ในปิยชาติกสูตร
ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวัน ในเมืองสาวัตถี บุตรคนเดียวของคฤหบดีคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง
เขาเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่อยากกินอะไร อินทรีย์ผายผอม
เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่วัดพระเชตวัน
เขาได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้แก่พระพุทธองค์ได้ฟัง
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“ท่านคหบดี ความเศร้าโศก ความร่ำไร หรือความทุกข์โทมนัส
ย่อมเกิดแต่ของที่เป็นที่รัก มักเกิดจากของที่รัก”
คหบดีเห็นแย้งว่า “มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
ความจริง ความยินดี และความโสมนัส ต้องเกิดมาจากสิ่งที่รัก เกิดจากสิ่งที่รัก
ถึงจะถูกต้องไม่ใช่หรือ”
คหบดี
ไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของพระพุทธเจ้า ไม่ยินดีในคำตอบ ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป
เพื่อต้องการให้คำตอบของตนเป็นที่ประจักษ์
คหบดี เห็นผู้คนกำลังเล่นสะกา จึงได้เข้าไปถาม แล้วเล่าความหลังให้ฟังว่า
ตนได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์แล้วเล่าให้ฟัง พระพุทธองค์ตรัสว่า “ความเศร้าโศก
ความร่ำไร หรือความทุกข์โทมนัส ย่อมเกิดแต่ของที่เป็นที่รัก มักเกิดจากของที่รัก”
แต่ตนค้านว่า “ความจริง ความยินดี และความโสมนัส ต้องเกิดมาจากสิ่งที่รัก เกิดจากสิ่งที่รัก
ถึงจะถูกต้อง” แล้วถามพวกที่กำลังเล่นสะกาว่า ความเห็นของตนถูกต้องหรือไม่ เมื่อพวกที่กำลังเล่นสะการับรองว่า
ความเห็นของท่านคหบดีถูกต้อง
ทำให้คหบดีมีความพอใจที่ความคิดของตนกับพวกที่เล่นสะกาตรงกัน แล้วก็จากไป
ข่าวเรื่องที่คหบดีไม่เห็นด้วยกับคำสอนของพระพุทธเจ้าก็แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร
ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ได้ทรงถามพระนางมัลลิกาว่า
“แม่มัลลิกา โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก
พระพุทธเจ้าของเธอได้สอนอย่างนี้เหรอ”
พระนางมัลลิกาตอบว่า
“หากเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็เป็นจริงตามนั้น เพคะ”
พระเจ้าปเสนทิโกศล
ตรัสว่า “มัลลิกา เธอได้แต่อนุโมทนาคำของครูอาจารย์ ว่ากล่าวจริง เป็นความจริง
เธอไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เธอไม่ได้เรื่อง เธอจะไปไหนก็ไป” แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสเรียกนาฬิชังฆพราหมณ์เข้าเฝ้า
พระนางมัลลิกาเทวีตรัสเรียกพราหมณ์นาฬิชังฆะมาเข้าเฝ้าบ้าง
แล้วตรัสว่า ท่านพราหมณ์ ขอท่านจงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พำนัก
แล้วกราบทูลถามว่า “โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก จริงหรือไม่
ท่านพึงจำพระดำรัสของพระองค์ให้จงดี อย่าให้คลาดเคลื่อน
ธรรมดาว่าพระพุทธองค์ตรัสสิ่งใดแล้ว ย่อมไม่คลาดเคลื่อน
เมื่อไปถึง
พราหมณ์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลถามว่า “จริงหรือไม่ว่า ที่ว่า
ความเศร้าโศก ความทุกข์โทมนัสเกิดจากสิ่งที่รัก”
พระพุทธองค์ทรงยกเรื่องให้พราหมณ์ฟังว่า
ท่านพราหมณ์
เรื่องเคยมีมาแล้ว เคยมีมารดาของหญิงคนหนึ่ง ในเมืองสาวัตถีนี้แหละ ได้เสียชีวิตลง
ทำให้หญิงคนนั้นเป็นบ้า เสียสติ เดินไปตามถนน เที่ยวถามผู้คนว่า
ท่านได้พบเห็นมารดาของเราบ้างไหม
พระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่าง
กรณีศึกษาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองสาวัตถีว่า ได้มีหญิงนางหนึ่งสามีเสีย
ชายคนหนึ่งบิดาเสีย หญิงนางหนึ่งลูกเสียชีวิต แต่ละคนที่สูญเสีย ฟุ้งซ่าน เสียสติ
ร้องไห้ เดินไปตามถนน เศร้าโศก เสียใจ เพราะเหตุนี้ ความเศร้าโศก เสียใจ และทุกข์โทมนัส
ย่อมเกิดมาจากสิ่งที่เป็นที่รัก พราหมณ์ยินดีในคำตอบของพระพุทธเจ้า
จึงได้นมัสการกราบลา แล้วนำเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส นำมาบอกแก่พระนางมัลลิกา
พระนางมัลลิกาจึงได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล
แล้วทูลว่า “ เรื่องที่เคยได้คุยกันเอาไว้นั้น หม่อมฉันจะถามพระองค์ว่า
พระกุมารีวชิรี อันเป็นที่รักของพระองค์ มีการแปรปรวนเป็นอย่างอื่น
พระองค์จะทรงเสียใจหรือไม่
พระเจ้าประเสนทิโกศลตรัสว่า
“หากพระกุมารีวชิรีแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ชีวิตของฉันก็คงหาไม่
เพราะพระกุมารีวชิรีเป็นที่รักยิ่งของเรา”
พระนางมัลลิกาทูลว่า
“เพราะเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความโศก ความเสียใจ ความทุกข์โทมนัส
ย่อมเกิดจากสิ่งที่รัก เพคะ”
พระนางมัลลิกาจึงทูลถามอีกว่า
“ พระนางวาสภขัตติยาก็ดี วิฑูฑภเสนาบดี ก็ดี มีอันเป็นไป แคว้นโกศลหรือแคว้นกาสี
ตกเป็นเมืองขึ้นของผู้อื่น พระองค์จะเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์โทมนัส
จะเกิดขึ้นแก่พระองค์หรือไม่?
พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า
“แน่นอนว่า เราต้องเศร้าโศกเสียใจ ทุกข์โทมนัสใจ”
พระนางมัลลิกาทูลว่า
“เพราะเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความโศก ความเสียใจ ความทุกข์โทมนัส
ย่อมเกิดจากสิ่งที่รัก เพคะ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น