อุบายใส่ร้ายป้ายสี
“แผนนารีพิฆาต” เป็นแผนการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลอื่นเพื่อให้เกิดความเสียหายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย
มีทุกยุคทุกสมัย และมักได้ผลสำหรับคนที่ขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร
บ้างก็เชื่อตามที่ตนเห็น อุบายใส่ร้ายป้ายสี ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นความคิดชั่วร้ายของคนตั้งแต่สมัยในอดีต
เพราะยังใช้ได้ผล ปัจจุบันคนจึงยังนิยมใช้ แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับรองว่า
มันจะใช้ได้ผลตลอดไปหรือไม่ ผลประโยชน์สูงค่ามากเท่าไหร่ การลงทุนที่มีความสลับซับซ้อน
ก็ยิ่งมีมากยิ่งขึ้น แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลลวง การสร้างพยานเท็จที่ยากแก่การใช้ตาเนื้อตัดสินเพียงครู่เดียว
จนบางครั้งผู้รับสารผิดพลาดจากการตัดสิน
หากไม่ใช้หลักกาลามสูตรในการใคร่ครวญพิจารณาอาจติดหลุมลับ ลวง พราง
ความเท็จที่มาในรูปแบบความจริง อาจทำให้สายตาของคนพร่ามัว พลาดจากความถูกต้อง
ทุกยุคทุกสมัย การทำลายคนอื่นด้วยการใส่ร้ายป้ายสี มักสำเร็จโดยง่าย
โดยการส่งต่อผ่านไปยังคนเขลา หากคนเขลาในสังคมตกหลุมพราง แต่ก็มีอุบายเป็นจำนวนมากที่ใช้ไม่ได้ผล
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ความจริงและความเท็จไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่มีทางมาโคจรพบกัน
แต่อาศัยกิเลสของมนุษย์ที่พยายามจะทำให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว จริงเป็นเท็จ
และเท็จเป็นจริง
มีสาวงามนางหนึ่งชื่อจิญจมาณวิกา
เป็นผู้มีรูปอันเลอโฉม ถึงความเลิศด้วยความงาม เหมือนนางเทพธิดา แต่ทว่านางเป็นสาวิกาของเหล่าเดียรถีย์
มีเดียรถีย์ผู้มีความรู้เฉียบแหลมคนหนึ่ง ได้ออกอุบายอย่างนี้ว่า “พวกเราอาศัยนางจิญจมาณวิกาใส่ความพระสมณโคดมดีกว่า
ทำให้เสียชื่อเสียง เมื่อนั้น พระสมณโคดมจักเสื่อมจากลาภสักการะไปเอง” พวกเดียรถีย์ต่างก็รับรองว่าอุบายนารีพิฆาตนี้ใช้ได้
แผนการลับ ลวง พราง อันชั่วร้ายก็เริ่มขึ้น
ต่อมา
เมื่อนางจิญจมาณวิกา ไปสู่อารามของเดียรถีย์ ไหว้แล้วได้ยืนอยู่ แต่พวกเดียรถีย์กลับไม่พูดกับนาง
นางจึงคิดว่า
“เราไปทำอะไรผิดหนอ” แม้พูดครั้งที่ ๓ ว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันไหว้นมัสการเจ้าข้า”
พวกเดียรถีย์ก็ยังไม่พูดตอบอีก จึงพูดว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันทำอะไรผิดหรือ
ทำไมพวกท่านจึงไม่พูดกับดิฉัน?”
เดียรถีย์: น้องหญิง เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่า
พวกเราถูกพระสมณโคดมเบียดเบียน ทำให้พวกเราเสื่อมจากลาภสักการะ?
นางจิญจมาณวิกา: ดิฉันยังไม่ทราบ
เจ้าข้า,
ก็ในเรื่องนี้ ดิฉันพอจะช่วยอะไรพวกท่านได้บ้าง?
เดียรถีย์: น้องหญิง
ถ้าเจ้าปรารถนาจะให้พวกเราพอใจแล้ว เจ้าจงหาอุบายใส่ความพระสมณโคดมเถิด
เมื่อเหล่าประชาชนเชื่อแล้ว ลาภสักการะของสมณโคดมจักเสื่อมไปเอง เจ้าจงอาศัยความงามของตนให้เป็นประโยชน์เถิด
นางจิญจมาณวิกาอาสารับทำงานนี้เพื่อความผาสุกของนักบวชในศาสนาของตน
แผนการของเหล่าเดียรถีย์อาศัยความงามของนางจิญจมาณวิกา ความงามของหญิง แม้แต่เหล่าขุนพลแม่ทัพก็ต้องยอมสยบ
จากประวัติศาสตร์ทำให้แจ้งแก่ใจ ความงามของสตรีคมยิ่งกว่าหอกดาบที่สามารถทำลายบุรุษได้
มีหรือแผนการนี้จะไม่ได้ผล
นางกล่าวว่า
“ดีละ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย อุบายนี้ เดี๋ยวดิฉันจะจัดการเอง ขอท่านจงวางใจเถิด ท่านทั้งหลายอย่าได้คิดวิตกไปเลย”
แล้วหลีกไป แต่งตัวนุ่งผ้าทำทีเหมือนไปทำบุญถือดอกไม้ของหอม มุ่งหน้าตรงไปยังวัดพระเชตวัน
นางได้วางแผนเอาไว้ เข้าไปวัดในคราวที่คนเดินออกจากวัด และออกไปจากวัด
ในคราวที่คนกำลังเข้ามาฟังธรรมพอดี เพื่อให้คนอื่นสงสัยในการเข้าออกของตน
และสร้างพยานบุคคล
เป็นไปตามที่นางได้วางอุบายเอาไว้
เมื่อนางทำอย่างนี้บ่อย ๆ เมื่อผู้คนเห็น ต่างก็ถามว่า “นางจะไปไหนในเวลานี้?”นางตอบว่า “เราจะไปไหน มันเกี่ยวอะไรกับพวกท่านด้วยเล่า?” ส่วนตนเองก็พักอยู่ในวัดของเดียรถีย์ในที่ไม่ห่างจากวัดพระเชตวันมากนัก
เมื่ออุบาสกออกจาก พระนครแต่เช้าตรู่
ด้วยหวังว่า “จักเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า” นางก็ทำทีเหมือนอยู่ในวัดพระเชตวันเข้าไปสู่พระนคร
เพื่อให้คนเกิดความสงสัยว่าตนเองไปที่ไหนมาแต่เช้าตรู่
เมื่อผู้คนถาม
“เมื่อคืนนางไปอยู่ไหนมา” นางก็ตอบว่า “เราจะอยู่ไหน
มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วยเล่า?” นางทำอย่างนี้อยู่ประมาณ ๑-๒ เดือน เมื่อเห็นว่า
แผนการที่ได้วางเอาไว้ ได้เวลาอันเหมาะสม เมื่อถูกถามอย่างนั้นบ่อยๆ
นางจึงได้โอกาส ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จว่า “เราก็อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม
ในพระเชตวันน่ะสิ”แค่คำพูดประโยคเดียวของนาง เป็นเหตุทำให้เกิดความกังขาขึ้นแก่ประชาชนทั่วไปว่า
สิ่งที่นางได้กล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครพิสูจน์
แต่สำหรับคนที่มีปัญญาน้อย เชื่อง่าย หน่ายเร็ว ติดเหยื่อของนางเป็นที่เรียบร้อย
กาลล่วงไป
๓-๔ เดือน นางได้เอาท่อนผ้าพันท้อง เพื่อลวงคนอื่น ๆ ให้เข้าใจผิดว่า
ตนเองกำลังตั้งท้อง ทำให้คนอื่นเข้าใจว่า ตนเองกำลังตั้งท้องกับพระศาสดา โดยกาลล่วงไป
๘-๙ เดือน ผูกไม้กลมไว้ที่ท้อง
พันด้วยผ้า ทำให้เหมือนหญิงตั้งครรภ์ ให้คนทุบหลังมือและเท้า ให้ดูเหมือนว่าร่างกายบวมเหมือนหญิงมีครรภ์จริง
ๆ เมื่อจะตบตาคนทั้งที ก็ต้องทำให้สมจริง
เมื่อพระศาสดากำลังนั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ในเวลาเย็น
ณ ธรรมสภา นางก็ได้เดินเข้าไปยืนด้านหน้าพระพักตร์แล้ว กล่าวว่า “ท่านสมณะ ท่านดีแต่เทศน์สอนชาวบ้านอยู่นั้นแหละ
จริงอยู่เสียงของท่านไพเราะ หม่อมฉันตั้งท้องเพราะท่าน ตอนนี้ใกล้กำหนดคลอดแล้ว
เรือนที่จะคลอดก็ยังไม่รู้ว่าจะคลอดที่ใด เมื่อพระองค์ไม่ทรงทำเองก็ควรจะบอก
โยมอุปัฏฐาก เช่น พระเจ้าโกศล หรืออนาถปิณฑิกเศรษฐี
หรือนางวิสาขามหาอุบาสิกาคนใดคนหนึ่ง พระองค์ทรงรู้แต่จะอภิรมย์เท่านั้น แต่ไม่ทรงรับรู้เรื่องการบำรุงครรภ์เลยหรือ”นางได้ด่าพระศาสดา
ในท่ามกลางผู้คนเป็นจำนวนมากนับว่าสิ่งที่นางจิญจมาณวิกาพูดนั้น ได้ผลเกินคาด
สำหรับคนที่มีวิจารณญาณน้อย บางคนก็สงสัยในสิ่งที่นางพูด
บางคนก็เดาเอาจากการมีท้อง บางคนก็ไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูดเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในธรรมสภา
จิตใจของคนยากนักจะหยั่งรู้
ปากว่าตาขยิบ แผนนารีพิฆาต ถูกใช้เพื่อหวังให้องค์พระศาสดาเสียชื่อเสียง หาใช่กับพระสาวกอย่างเดียวเท่านั้นไม่
แน่นอนว่ามนุษย์ย่อมอยู่ภายใต้โลกธรรม มีคนรักก็ย่อมมีคนเกลียด นัตถิ โลเก อนินทิโต
ดั่งพุทธองค์ได้ตรัสสอนเอาไว้ ไม่มีใครหรอกในโลกนี้ ที่ไม่ถูกนินทา แม้แต่องค์พระศาสดายังเปื้อนมลทิน
พระตถาคตทรงงดการแสดงธรรม
จึงตรัสว่า “น้องหญิง ความที่เจ้ากล่าวหาเรานั้น มีแต่เจ้ากับเราเท่านั้นที่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเท็จ”
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าเพียงแค่ประโยคเดียว ทำเอานางจิญจมาณวิกาเต้นแรงเต้นกา
ถึงกับออกอาการ ยิ่งพระดำรัสของพระพุทธเจ้าไปสะกิดต่อมแห่งการตีหน้าเศร้า
เล่าความเท็จ ทำให้นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงกับเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่
นางจิญจมาณวิกา
กล่าวว่า. แน่นอนสิ ท่านสมณะ มีแต่ท่านกับฉันเท่านั้น ที่รู้ดีแก่ใจ
ในขณะที่นางจิญจมาณวิกากำลังยืนด่าพระพุทธเจ้าอยู่นั้น
ราวกับว่ามีความอาฆาตแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน ออกอาการเพื่อให้สมจริง
จนทำให้ท่อนไม้ที่ตนเอาเชือกผูกเอาไว้กับท่อนไม้กลม ทำให้ลมพัดเพิกผ้าห่มขึ้น
อนิจจา ความลับไม่มีในโลก ไม้กลมพลัดตกลงบนหลังเท้าของนางจิญจมาณวิกา ปลายเท้าทั้ง
๒ ข้างแตก
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์
ต่างพูดว่า “หญิงกาลกิณี เจ้าด่าพระพุทธองค์”บ้างก็ตบตีนาง บ้างถ่มน้ำลายลงบนศีรษะ
บ้างก็ทุบตีด้วยก้อนดินและท่อนไม้ ฉุดลากออกจากวัดพระเชตวัน
ส่วนพวกเดียรถีย์ผู้เป็นคนคิดอุบายนี้
ก็รอคอยฟังผล อย่างอิ่มเอมใจ ยิ่งข่าวลือแพร่สะพัดไปมากเท่าไหร่ ทำให้อีกฝ่ายฉิบหายย่อยยับมากเท่าไหร่
ก็เป็นผลดีกับฝ่ายตนเองมากเท่านั้นความคาดหวังที่รอผล ที่มีต้นทุนมาจากความอิจฉาริษยา
ผลประโยชน์อาจทำให้ความคิดของนักบวชไม่ได้แตกต่างอะไรกับปุถุชนคนเดินดินธรรมดาที่พยายามเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการชกใต้เข็มขัดแต่ทว่าแผนการนี้ก็ไม่ได้สำเร็จอย่างที่คาดการณ์เอาไว้
แผนการลับ ลวง
พรางที่ล้มเหลวของเหล่าเดียรถีย์ก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้หน้าประวัติศาสตร์
ที่ยิ่งกว่านั้น ในบรรดาคนที่คิดร้ายกับพระพุทธเจ้า
นางจิญจมาณวิกา เป็นสตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ถูกธรณีสูบ
อุบายของนางจิญจมาณวิกาเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่ง ที่ต้องอาศัยคนเสพข่าวไร้วิจารณญาณ
เชื่อทุกอย่างโดยไร้การกลั่นกรอง
เป็นเครื่องมือสำหรับการใส่ร้ายป้ายสีกัน
บางครั้งการที่เราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกหลวง สวมหน้ากากเข้าหากัน
เราอาจเคยตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน ที่พยายามใส่สีตีไข่ใส่ร้ายกันและกันเราอาจเคยหลงเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถ่องแท้
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มักจะใช้ได้ผลทุกครั้งในสังคมที่ชอบเสพข่าวลือ
อุบาย
ลับ ลวงพราง เรื่องนี้ ใช้วิธีการแห่งศรัทธาเป็นฐาน มาปลุกปั่นผู้คน
จนเกิดความเชื่อได้ง่าย เรียกได้ว่า
ลงทุนน้อยแต่กำไรงาม โดยไม่สนใจวิธีการ ขอแค่ให้เป้าหมายบรรลุวัตถุประสงค์ อุบาย
ลับ ลวง พราง นี้ มีลักษณะเด่นคือ
๑.
การสร้างพยานเท็จ เพื่อให้เกิดความสมจริง เพื่อตบตาและหาพยานบุคคล ทำให้มีมวลชนเชื่อและอาศัยให้สังคมเป็นผู้ตัดสิน
หากพิจารณาแล้วเราจะพบกว่า การสร้างพยานเท็จ เป็นส่วนหนึ่งของแผนตบตา ทำให้คนเชื่อ
เป็นหลุมพรางสำคัญของการสร้างกลอุบายให้คนเชื่อโดยมีพยานหลักฐานอ้างอิง
๒.
อาศัยสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของความเป็นสมณวิสัยก็คือ สตรี อาศัยจุดเด่นของตนเองที่เป็นสตรี
และรูปร่างสวย มาเป็นกลอุบายในการทำลายคนอื่น ในทางพระพุทธศาสนาได้มีคำกล่าวเอาไว้ว่า
“ไม่มีเสียงใด
ที่จะกุมหัวใจของชายเอาไว้ได้ เท่ากับเสียงแห่งสตรี”[๔๑]
คงไม่มี รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัสใด ที่จะทำให้บุรุษหลงใหลได้ เท่ากับรูป เสียง
กลิ่น รสสัมผัสแห่งสตรี การนำเอาสตรีมาเป็นอุบายเพื่อทำลายพระพุทธศาสนา
จึงเป็นอุบายที่มีผู้คิดทำมาตลอด เพราะสตรีเป็นภัยต่อความเป็นสมณวิสัย
อะไรเล่าเป็นมูลแห่งการนำอุบายนี้มาสร้างเรื่องป้ายสี
ก็เพราะเรื่องผลประโยชน์
ผลประโยชน์มักจะทำลายคนเขลาอุปมาเหมือนไฟที่กำลังเผาไหม้ฟืน
ยิ่งไฟไหม้ฟืนไวเท่าไหร่ ทั้งไฟเองและฟืนเองก็มอดไหม้ไปพร้อมกัน
ความลับสำหรับคนชั่วนั้นย่อมไม่มี แม้คนอื่นอาจไม่รู้ ไม่เห็น แต่ตนเองย่อมเห็น
ตนเองย่อมเป็นพยานให้ตนเองได้ว่า จริงหรือเท็จ เมื่อระลึกได้
ความเดือดร้อนใจย่อมตามเผาผลาญผู้กระทำชั่วเองเหมือนดั่งนางจิญจมาณวิกา แม้อุบาย ลับ ลวง พราง ของเดียรถีย์
จะวางแผนไว้อย่างดีก็ตาม แต่ด้วยพระปัญญาญาณที่ทรงทราบอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยหลักความจริง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คำจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย”[๔๒]
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น