การเรียนภาษาอังกฤษแบบวิธีธรรมชาติ
1. ให้เรียนและจำเป็นวลี ไม่ใช่เรียนแบบเป็นคำๆ เช่นจำคำว่า Home บ้าน Come มา Go ไป หรือท่องกริยาสามช่อง การเรียนที่ไม่ถูกวิธี เรียนภาษาอังกฤษด้วยท่องจำคำศัพท์ แต่ทว่าการเรียนที่ถูกวิธี ไม่ควรเรียนภาษาอังกฤษด้วยการจำคำศัพท์เป็นคำๆ คนอังกฤษเขาเรียนเป็น Phrase (อ่านว่า "เฟรช") ก็คือกลุ่มคำหนึ่งๆ ซึ่งมีความหมายแต่ไม่สมบูรณ์ในตัวมันเองเหมือนกับประโยค เช่นคำว่า Where to? Which one? How about coffee? เป็นต้น คำเหล่านี้ เรียกว่า phrase หากต้องการเรียนให้ได้ผลไว ควรจะจำคำเหล่านี้มากกว่า คำโดดๆ เช่น Home, House, Accept, Except etc. เพราะบางครั้งการสนทนาภาษาอังกฤษ บ่อยครั้ง ที่ใช้ Phrase ในการตอบคำถามหรือในการตั้งคำถาม
2. อย่าเพิ่งเรียนไวยากรณ์ สิ่งแรกๆ ในการเรียนภาษา ควรเรียนฟัง และพูดก่อน เมื่อเรียนทั้งสองอย่างคล่องแล้ว ควรมาเรียนไวยากรณ์ในภายหลัง หากเราเรียนไวยากรณ์ก่อน เวลาจะพูด มักจะติดการคิดสองระบบ คือต้องผ่านกระบวนการคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยคิดเป็นภาษาอังกฤษนั่นก็คือ คิดเป็นรูปแบบไวยากรณ์ อย่าลืมว่า หากจะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลจริงๆ ต้องเรียนด้วยหู ไม่ใช่ด้วยตา! เหตุผลเป็นจำนวนมากที่เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเพราะ เราไม่ได้ออกเสียง เหมือนอย่างที่คนเจ้าของภาษาเขาพูด เช่นภาษาอังกฤษแบบคนไทยออกเสียงเป็น Menu (เมนู) แต่ฝรั่งออกเสียงเป็น (เมนิว) ภาษาอังกฤษแบบไทย ออกเสียง International อินเตอร์เนชั่นแนว หรือ แนล แต่ฝรั่งออกเสียงเป็น อินเตอร์เนชั่นเนิล American share ซึ่งหมายถึง มีอะไรก็มาแบ่งๆ กัน หรือเวลาไปทานข้าว ก็มักจะได้ยินคนไทยพูดว่า American Share แต่ฝรั่งเขาไม่รู้เรื่อง เพราะเขาไม่ได้ใช้คำนี้ เขาใช้คำว่า Let’s go Dutch นี่หมายถึง แบ่งๆกัน หรือแชร์กัน
3.ฝึกฟัง ฟัง และฟัง ให้มากๆ การอ่านหนังสือก็ดี เรียนไวยากรณ์ก็ดี หรือจำคำศัพท์ก็ดี ไม่ได้ช่วยให้การพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น เพราะการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล ต้องเรียนด้วยหู ไม่ใช่ด้วยตา การฟังเป็นสิ่งสำคัญมาก มันก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอีกว่า คุณเรียนภาษาอังกฤษที่ไหน หากเรียนในห้องเรียน มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านั่นก็คือ เราเรียนเพื่อให้สอบผ่าน นี่คือเป้าหมายของการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน แต่เป้าหมายเพื่อนำไปใช้ในการทำงานหรืออนาคต แทบจะไม่มี
4.เรียนทุกคำ และวลี อย่างละเอียด บางครั้งเราเปิดดิกชั่นนารี ก็เพื่อให้รู้แค่ความหมาย แต่เราไม่ค่อยดูเนื้อหาของคำ ว่าคำนี้ทำหน้าที่อะไรได้บ้าง นอกจากเป็นประธาน เช่นคำว่า Practice หรือคำว่า Practise ต่างกันตรงไหน และคำว่า เบื่อ I am bored ผมเบื่อ หากเป็น I am boring ผมเป็นคนน่าเบื่อ This book is very interesting หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมาก I am interested in this book ผมสนใจหนังสือเล่มนี้ because this is very interesting เพราะมันน่าสนใจดี เป็นต้น หากเราให้ความสำคัญกับคำบางคำ เราจะพบการทำหน้าที่ ที่แตกต่างกันออกไป เช่นคำว่า boring/bored practice/practise เป็นต้น
5.กำหนดเรื่องราวของเรื่องภายในประโยค ด้วยการฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นโครงสร้าง หรือเนื้อเรื่อง ที่เป็นกาล อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ปัจจุบันนี้ มีบทหรือเนื้อหานิทาน ที่เขาทำเอาไว้ ใน 1 เรื่อง แต่ทำเอาไว้เป็น 3 tenses อดีต ปัจจุบัน และอนาคตให้เราได้ฟัง คือเรื่องเดียวกัน แต่ทำเป็น 3 tense สามารถหาดาว์นโหลดมาฟังได้ในอินเตอร์โดยทั่วไป และมีบทให้เราได้อ่านตามด้วย ฟังการออกเสียง และฟัง tense แต่ละ tense เป็นการเรียนหลักไวยากรณ์ด้วยการฟัง และจำ ซึ่งจะได้ผลมากกว่าเรียนด้วยตำรา (text book) และทำให้กระบวนการพูดภาษาอังกฤษไม่ติดขัด เช่น Yesterday I went to school. Today I am going to school. Tomorrow I will go to school / Tomorrow I am going to school.
6.ถึงแม้เราจะเรียนมามากเกี่ยวกับตำราไวยากรณ์ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจคนอังกฤษพูด เพราะสำเนียงการพูด ความไว การออกเสียง แตกต่างจากในตำราอย่างมาก ที่เราเห็นเขาเรียนกันโดยทั่วไป เพราะเวลาเราเจอคนอังกฤษจริงๆ ภาษาที่เขาใช้กับเราก็คือภาษาแสลงบ้าง (Slang)ไม่เป็นทางการ informal แบบเพื่อนบ้าง friendly เช่น What’s up? How’s going? เป็นไงบ้าง อีเดี้ยม (Idioms) กลุ่มคำ Don’t be a chicken guy? อย่ากลัวไปเลย That’s a bommer ซวยจริงๆ หากอยากฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ต้องเรียนภาษาอังกฤษที่แท้จริง จะเรียนภาษาอังกฤษที่แท้จริงได้ จากหนังไง ทีวีโชว์ของฝรั่ง ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นภาษาที่คนอังกฤษที่เขาใช้กันในชีวิตประจำวัน เหมือนตำราภาษาไทย สวัสดีครับ เต็มดาษดื่น ในหน้ากระดาษหรือบทเรียน แต่ในชีวิตจริงของคนไทย หวัดดี เป็นไงบ้าง ว่าไง ไปไหนมา กลับกลายเป็นอันว่า ภาษาในตำรา กับภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คนละอย่างกันเลยทีเดยว
7.ฟังแล้วให้ตอบ ไม่ใช่ฟังแล้วให้พูดตาม การฟังแล้วพูดตามจริงๆ ก็คือการ copy สำเนียงหรือคำพูด แต่นั่น ยังก็ยังไม่ใช่เป็นการฝึกการฟังภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง แต่เมื่อเราได้ยินคำถามและเราตอบคำถามนั้น นั่นหมายความว่า เรากำลังคิดเป็นภาษาอังกฤษ เป็นการฝึกในการรับฟัง ในการสนทนา เพราะการโต้ตอบ ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 วินาที ดังนั้น ในช่วงระยะเวลา 4-5 วินาทีนี้ เราจะต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษได้แล้วว่า เราจะต้องตอบอย่างไร เป็นการฝึกฝนทบทวนคำศัพท์ และวิธีการสื่อสาร
ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นการฝึกภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ รูปแบบเดิมจากการเรียนภาษาอังกฤษ ที่สังคมได้วางกรอบเอาไว้มาหลายยุคหลายสมัย นั่นก็คือ เรียนทางตำรา หากคุณอยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง คล่อง วิธีการทั้ง 7 จะทำให้ย่นระยะเวลาได้มาก แต่หากอยากเก่งไวยากรณ์ ก็ต้องเรียนทางตำรา ตำราจะไม่ช่วยทำให้การพูดภาษาอังกฤษของคุณดีขึ้นได้เลย นอกจากเก่งไวยากรณ์ ในบรรดาทักษะทั้ง 4 อย่าง ฟัง พูด อ่าน เขียน อย่างไหนสำคัญกว่า ทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด มีขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้งานอย่างไหนมากกว่ากัน หากเป็นไกด์ ฟังและพูด สำคัญมาก หากเป็นนักเขียนนักแปล หลักไวยากรณ์สำคัญมาก ดังนั้นไม่มีอะไรผิดอะไรถูก ว่าคุณจะเรียนแบบไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกเรียนแบบไหนมากกว่า
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น