อุบายลวง
คำกล่าวที่ว่า “เอาดีใส่ตัว
เอาชั่วให้คนอื่น” ย่อมเป็นนิยามแห่งความดีในสังคมที่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน
คงไม่เกิน “การเสนอหน้า” เพราะเป็นวิธีที่ได้ใกล้ชิด เอาอกเอาใจผู้เป็นเจ้านายเสมอ
ถึงมีคำล้อเลียนคนประเภทนี้ว่า “ดีครับนาย ใช่ครับผม เหมาะสมครับท่าน”
ความแยบยลของวิธีการนี้
อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว ที่มนุษย์ผู้ทำจะเสกสรรสร้างมา
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ “อุบายลวง” หากเจ้านายมีอคติลำเอียง
จะต้องตกหลุมพรางอย่างแน่นอน คนเจ้าเล่ห์มักเก่งในเรื่องการประจบเอาใจ
แต่เป็นอันตรายต่อเพื่อนร่วมงาน เหมือนคำโบราณได้กล่าวเตือนเอาไว้
คนหลายเสียงดีกว่าคนหลายลิ้น บางคนชอบสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
แต่ต้องทำลายให้คนอื่นเสียหาย ความสำเร็จของตนเองต้องเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อให้ตนเองสูงขึ้นไป
ในสังคมมนุษย์ มักเกิดการเอาความดีของคนอื่น
แล้วมาอวดอ้างว่าเป็นผลงานของตน
เสมอ ๆ อย่างไม่ละอายแก่ใจ ตราบใดที่เจ้าของผลงานไม่รู้ตัว เขาก็คงยังแอบอ้างผลงานไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ละอายใจ
คนประเภทนี้มักจะมีคติประจำตัวว่า “มือใครยาว สาวได้ สาวเอา” แน่นอน ผลกระทบย่อมเกิดแก่คนผู้เป็นเจ้าของผลงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเจ้าของผลงานรู้เรื่อง และคิดหาทางเอาคืน ที่ว่าง่าย ๆ อาจไม่ได้ง่ายอีกต่อไป ผู้แอบอ้างเตรียมตกหลุมพรางการย้อนศรของเจ้าของผลงาน ความซับซ้อนของกลอุบายจึงบังเกิดขึ้นระหว่างคน ๒ คน เรื่องลักษณะการเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น หาใช่ว่ามีแต่สังคมคฤหัสถ์เท่านั้น แม้ในสังคมสงฆ์ในครั้งพุทธกาล ก็มีเรื่องประเภทนี้เช่นเดียวกัน รู้จักเอาใจพระผู้ใหญ่ ให้ความสะดวกและสิ่งชอบใจแก่พระผู้ใหญ่ เข้าทำนองว่า รู้ใจหมดทุกอย่าง กระทั่งมีสำนวนล้อเลียนว่า “ถือย่าม ตามก้น นิมนต์บ่อย คอยรับใช้ ถวายชาดี บุหรี่ฉุน เจ้าคุณชอบ”[๕๑] เป็นวิธีทำความพอใจให้เกิดขึ้นต่อพระผู้ปกครองนั้น
ในคราวที่พระมหากัสสปเถระ
อาศัยอยู่กรุงราชคฤห์ ถ้ำปิปผลิ ท่านมีลูกศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากอยู่ ๒ รูป[๕๒]
รูปที่หนึ่งอุปัฏฐากพระเถระด้วยความเคารพ แต่รูปที่สองหัวหมอ เจ้าเล่ห์เพทุบาย
เหมือนหมูปั้นคันนา สุดท้ายสุนัขเอาเท้าไปเหยียบ เมื่อพระรูปแรกเตรียมน้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟันเอาไว้ถวายให้พระเถระ
พระรูปที่สองรีบเข้าไปรายงานกับพระเถระว่า “น้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟัน กระผมได้เตรียมเอาไว้แล้วขอรับขอท่านจงล้างหน้าเถิด.”
แม้ในเวลาอื่น ๆ ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อเห็นพระรูปที่หนึ่ง
เตรียมน้ำล้างหน้าไม้ชำระฟัน พระรูปที่สองก็มีหน้าที่วิ่งไปรายงานให้พระเถระทราบว่าตนได้เตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้วบางครั้งแสดงจนออกหน้าออกตา โดยไม่ได้สนใจเจ้าของผลงาน
เพราะทำเป็นนิสัย เลยไม่รู้ข้อบกพร่องของตนเอง
พระรูปที่หนึ่ง
คิดว่า “พระรูปนี้ มักอวดอ้าง เอางานที่เราทำแล้ว
กล่าวอ้างว่าเป็นผลงานของตนตลอดเวลา เราควรทำอะไรสักอย่าง เพื่อสั่งสอนให้แกได้รู้สึกตัว”
การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่ดีที่สุด คือการใช้ความฉลาดเข้าแก้ไขปัญหา โดยไม่เอาอารมณ์มาตัดสิน
ท่านจึงได้ออกอุบาย แก้เผ็ดพระรูปที่สอง เมื่อพระรูปที่สอง ฉันแล้ว เข้าไปในห้อง หลับอย่างสบายใจ
คิดว่างานใด ๆ พระรูปแรกทำหมดแล้ว ส่วนหน้าที่ของตนก็คือ
เข้าไปรายงานให้พระเถระทราบ งานใดเล่าจะสบายเท่ากับการเอาหน้า
พระรูปที่หนึ่ง
จึงต้มน้ำอาบ เตรียมเอาไว้ให้พระเถระ ตักน้ำอุ่นใส่หม้อใบหนึ่ง จนเต็มแต่เอาตั้งไว้หลังซุ้มโรงอาบน้ำส่วนอีกใบหนึ่ง
เอาตั้งไว้ในซุ้ม เอาน้ำอุ่นใส่นิดหนึ่ง พอแค่ให้มีไอน้ำพ่นออกมาจากปากหม้อ
ทำให้ดูเหมือนว่าในหม้อมีน้ำอุ่น
เมื่อพระรูปที่สอง
ตื่นขึ้นมาในเวลาตอนเย็นคำนวณเวลา เดินไปดูในซุ้มอาบน้ำของพระเถระ เห็นไอน้ำพุ่งออกมาจากหม้อโดยไม่ได้เข้าไปดู
เพียงแค่เห็นไอน้ำออกจากปากหม้อจึงเข้าใจว่า “น้ำอุ่นพระรูปที่หนึ่งคงต้มและตักใส่เอาไว้เรียบร้อยแล้ว”โดยไม่ทันฉุกคิด
เพราะความเฉยชิน จึงรีบไปรายงานให้พระเถระทราบ แล้วเรียนว่า “น้ำกระผมต้มและเตรียมเอาไว้ในซุ้มแล้วขอรับ
นิมนต์ท่านสรงเถิด” แล้วนิมนต์พระเถระเข้าไปในซุ้มโรงอาบน้ำ พระเถระเมื่อเข้าไป ไม่เห็นน้ำ
จึงถามว่า “น้ำอยู่ที่ไหน? ท่าน”พระรูปที่สองเข้าไปยังโรงไฟ
จ้วงกระบวยลงในภาชนะ รู้ว่าในภาชนะไม่มีน้ำ จึงโวยวายขึ้นว่า “ขอท่านจงดูกรรมของภิกษุหัวดื้อรูปที่หนึ่งเถอะ
ขอรับ เธอหลอกเอาหม้อเปล่ามาตั้งเอาไว้ แล้วตอนนี้ก็ไม่รู้หายไปไหนเสีย กระผมเรียนท่าน
ด้วยเข้าใจว่า “น้ำอุ่นมีอยู่ในซุ้ม” แล้วก็ได้ถือเอาหม้อน้ำไปยังท่าน้ำ
ส่วนพระรูปที่หนึ่ง
ที่แอบอยู่หลังซุ้มโรงอาบน้ำ นำเอาน้ำมาจากหลังซุ้ม ยกเอามาตั้งไว้ในซุ้ม พระเถระ
คิดว่า “ภิกษุหนุ่มรูปนี้ กล่าวว่า 'น้ำกระผมต้มตั้งไว้ในซุ้มแล้ว
นิมนต์ท่านมาสรงเถิด ตอนนี้ โวยวาย แล้วก็ถือเอาหม้อไปสู่ท่าน้ำ, นี่มันเรื่องอะไรกัน?”ท่านก็ใคร่ครวญ ก็ทราบว่า “ภิกษุหนุ่มรูปนั้น
ประกาศกิจวัตรที่ภิกษุนี้กระทำแล้วเป็นดังว่าตนกระทำแล้วตลอดกาลเท่านี้”ได้ให้โอวาทแก่ภิกษุรูปที่สอง
ในเวลาเย็นว่า
“ท่านขึ้นชื่อว่าภิกษุ
กล่าวสิ่งที่ตนได้ทำแล้ว ว่าได้กระทำ อย่างนี้สมควรแก่ความเป็นภิกษุ แต่กลับไปกล่าวตู่ในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ
แล้วอ้างว่าตนเองได้กระทำ อย่างนี้ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเลย
ขึ้นชื่อว่าบรรพชิตกระทำอย่างนี้ไม่เหมาะสมเลย”
ภิกษุรูปที่สอง
กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย จงดูการกระทำของพระเถระเถิดแค่เรื่องน้ำ เรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้
แต่กล่าวสอนเราอย่างนี้ เหมาะสมหรือไม่” โกรธพระเถระ
พอวันรุ่งขึ้นไม่ยอมไปบิณฑบาตกับพระเถระ ลักษณะของคนพาลอย่างหนึ่งก็คือ
เวลาบัณฑิตสอนก็มักจะโกรธ ส่วนพระเถระได้ไปบิณฑบาตกับภิกษุรูปที่หนึ่ง เมื่อพระเถระไปบิณฑบาตแล้ว
ภิกษุรูปที่สอง ไปสู่ตระกูลโยมอุปัฏฐากของพระเถระ ถูกญาติโยมสอบถาม “พระเถระไปไหน?
ท่าน” บอกว่า “พระเถระท่านคงไม่สบาย
ตอนนี้ท่านนั่งอยู่ในวิหารนั้นแหละ”
โยมอุปัฏฐาก: พวกเราควรจะเอาอะไรไปถวายท่าน
จึงจะเหมาะสม ขอรับ
ภิกษุรูปที่สอง:
ท่านทั้งหลายจงถวายอาหารอย่างนี้เถอะ
โยมอุปัฏฐากทั้งหลาย
ได้จัดแจงอาหาร ตามที่ภิกษุรูปที่สองได้สั่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอาหาร ตามที่ตนเอง
อยากฉัน แทนที่จะนำเอาอาหารไปถวายพระเถระ แต่ตนเองกลับเอาไปฉันเสียเองในระหว่างทาง
แล้วก็กลับวัด
ในวันรุ่งขึ้น
พระเถระไปสู่ตระกูลโยมอุปัฏฐาก เมื่อญาติโยมถาม “พระคุณเจ้า
พวกข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระคุณเจ้าไม่สบาย จึงได้จัดแจงอาหาร
ฝากภิกษุรูปที่สองส่งไป เห็นทีพระคุณเจ้าได้ฉันอาหารนั้นแล้ว
อาการคงจะดีขึ้นมามาก” ส่วนพระเถระท่านก็นิ่งเงียบ ความลับของพระรูปที่สอง
ที่ได้ไปหลอกญาติโยมเอาไว้ ก็เป็นอันถูกเปิดเผยในวันนี้ เมื่อพระเถระกลับมาวัด
ได้กล่าวสอนตักเตือนพระรูปที่สองว่า “ได้ยินว่า วานนี้ ท่านทำอย่างนี้หรือ
การกระทำอย่างนี้ ไม่สมควรแก่บรรพชิตเลย บรรพชิตไม่ควรขอ”
ส่วนภิกษุรูปที่สอง
เมื่อถูกพระเถระตำหนิ โกรธและผูกอาฆาตในพระเถระว่า “ในวันก่อนพระเถระอาศัยแค่เรื่องน้ำ
ทำให้เรากลายเป็นคนโกหก ในวันนี้ อาศัยแค่เรื่องเราฉันอาหารเพียงแค่กำมือเดียว เพราะในสกุลอุปัฏฐากของท่าน
ถึงกลับสอนเราว่า “บรรพชิตกระทำอย่างนี้ไม่สมควร กรรมของพระเถระหนักเสียจริงเราจักรู้สิ่งที่เราควรกระทำตอบแก่พระเถระอย่างสาสม”
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเถระเข้าไปสู่บ้านส่วนพระรูปที่สองพักอยู่ในวิหาร เอาท่อนไม้ทุบภาชนะที่เป็นเครื่องใช้จนแตก และจุดไฟเผาที่พักของพระเถระ สิ่งใดที่ไฟไม่ไหม้ แกก็เอาไม้ทุบทำลายให้แตก แล้วหนีไป
อุบายลวงในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการแก้เผ็ด
คนที่มักมีปกติเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ทำงานเอาหน้า ใช้ความประจบสอพลอ
ใช้ความเจ้าเล่ห์ ถึงไม่ใช่ก็ให้คล้อยตาม ถึงไม่ถูกต้อง ก็ทำเป็นไม่รู้
คอยประจบสอพลอเจ้านาย เพื่อทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่เอ็นดู เมื่อผู้บังคับบัญชารักเอ็นดู
จึงเป็นช่องทางการพิจาณาตำแหน่ง มียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นเป้าหมาย
แต่กลับฉวยโอกาสขณะที่คนอื่นทำงาน ส่วนตนเองวางกลอุบาย “สร้างภาพ-สร้างความดี”
อย่างมีเลศนัย เพื่อเป็นที่พึงพอใจของผู้ใหญ่ เป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นช่องว่าง
“ทางลัด” ในเรื่องนี้ ให้เจ้านายพิจารณา ยศ ตำแหน่ง แบบก้าวกระโดด ผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนมากมักทำสิ่งที่เจ้านายชอบ
ถึงแม้อาจจะผิดวินัยหรือศีลธรรม เมื่ออยู่กับเจ้านายก็อยากให้เจ้านายมองตนในแง่ดี
มองตนเป็นคนมีความสามารถ วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ
เหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น ลักษณะคนที่ชอบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น
มักมีปกติชอบพูดเท็จ ใส่ไคล้ ให้คนอื่นต่ำเตี้ยลง
อาศัยผลงาน
น้ำพักน้ำแรงของคนอื่น ส่วนตนเองมีหน้าที่คอยรายงานผล มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
สิ่งไหนลงมือทำน้อย แต่กำไรงาม ก็มักจะย่ามใจจนติดเป็นนิสัย เมื่อคนอื่นรู้ทัน
“แก้เผ็ด” เอาคืน จึงออกอุบายลวง เพื่อสั่งสอนโดยการให้สำนึกตน เพื่อปรับปรุงตนเสียใหม่
เป็นการแก้เผ็ดตามแบบฉบับของบัณฑิต แต่สำหรับคนพาล มักมองเจตนาของบัณฑิตว่า
เป็นการประจานตนเอง แทนที่จะปรับปรุงตนเอง แต่กลับไปโทษคนอื่น
ธรรมดาว่า คนที่ชอบทำงานเอาแต่หน้า มักเป็นคนไม่ละเอียดลออในงาน เพราะจิตใจมุ่งแต่ว่า เมื่อไหร่ตนเองจะได้นำเสนอผลงาน การเอาคืนในการออกอุบายนี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งไม่ได้มีอะไร สลับซับซ้อนมากนัก แต่เพราะความเป็นธรรมชาติของคนที่ทำงานสุกเอาเผากิน จึงไม่ได้สังเกต เพราะจิตใจมุ่งแต่จะเอาผล การเอาคืน แก้เผ็ด จึงไม่จำเป็นต้องมีความสลับซับซ้อน เพราะคนพาลมักใช้ชีวิตโดยปราศจากความประณีต
[๕๑] พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล, สมภารเจ้าวัด, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.gotoknow.org/ posts/67081. (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙).
[๕๒]
ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๑/๑๗๔-๗๗.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น