บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ep.09 อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา #อุบายใส่หน้ากาก

 

อุบายใส่หน้ากาก

 

ในพุทธกาลคำว่า พระอรหันต์ เป็นคำที่ใครเมื่อได้ฟังแล้ว เป็นอันต้องเงี่ยหูฟัง  เพราะคุณสมบัติของพระอรหันต์ มีมากเกินคณานับ จากอดีตถึงปัจจุบัน ก็ยังคงติดหูของบรรดาผู้ที่เคารพนับถือในพระอรหันต์

อีกช่องทางหนึ่ง เป็นการเปิดโอกาสให้ทุจริตชน แสวงหาผลประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คนนั่นคือปฐมเหตุแห่งการใส่ “หน้ากาก” เข้าหากัน  วิธีใส่หน้ากากง่ายที่สุด คือ การสร้างอุบายให้เกิดศรัทธา เมื่อคนให้ความเคารพศรัทธาสิ่งใดแล้ว คนนั้นมักไม่มีความสงสัย แต่จะมีอุบายใดรักษาศรัทธานั้นให้ยืดยาว ก็ต้องคิดค้นหาอุบายต่าง ๆ มีคำกล่าวว่า “คำพูดมักจะดังเพียงแค่หู แต่การกระทำมักจะดังเข้าไปถึงข้างใน คนจะฟังในสิ่งที่เราพูด แต่เขาจะเชื่อในสิ่งที่เราทำ” เป็นการยืนยันว่า คนจะเชื่อ หากทำให้ดู ถึงแม้การกระทำนั้น จะเป็นการเสแสร้งก็ตาม ถึงคนอื่นจับเล่ห์เหลี่ยมได้ ก็อย่ารับทั้งหมด ถึงยอมรับก็ให้แบ่งรับแบ่งสู้ ประวัติศาสตร์สอนให้มนุษย์ได้รู้จักอุบายเสแสร้งนี้ น้ำขุ่นเอาไว้ใน น้ำใสเอาไว้นอก เพื่อปกปิดธาตุแท้ ปราชญ์จีนเหล่าจื้อ กล่าวไว้ว่า การยืนอยู่บนปลายเท้า มักยืนได้ไม่นาน หมายความว่า การแสร้งทำอะไร ที่ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของตนเอง มักทำได้ไม่นาน ผลสุดท้ายก็มักจะถูกคนอื่นรู้ธาตุแท้ได้

 การสวมหน้ากาก เพื่อแสดงตนเองเป็นพระอรหันต์ อยู่ให้เป็น ทำให้เขาหลงเชื่อ เป็นอุบายลวงหนึ่ง ที่เคยมีคนนำมาใช้ ก็มีปรากฏในพระพุทธศาสนาเช่นกัน ดังเรื่องต่อไป

 

ชัมพุกะ[๕๖] ตั้งแต่จำความได้ ไม่ชอบนอนบนที่นอน ไม่ชอบทานข้าว แต่ชอบกินอุจจาระของตนเอง พ่อกับแม่ก็คิดว่า “ลูกยังเด็กคงไม่รู้เดียงสาอะไร ถึงได้ทำลงไปอย่างนั้น” ถึงแม้กระทั่งโต เขาก็ยังไม่ละทิ้งนิสัยเดิม ไม่ชอบนุ่งผ้า เปลือยกาย เดินเที่ยวไปทั่ว ชอบนอนบนแผ่นดิน กินแต่อุจจาระของตนเอง  พ่อแม่จึงได้ปรึกษากันว่า “ลูกคนนี้ ไม่สมควรที่จะเลี้ยงเอาไว้ที่บ้าน เราควรฝากอาชีวกเลี้ยงดู” จึงได้นำเอาชัมพุกะไปฝากเอาไว้กับสำนักอาชีวก เป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนา แล้วมอบให้ว่า “ขอท่านจงให้เด็กคนนี้บวชเถิด” เมื่ออาชีวกให้ชัมพุกะบวชแล้ว เขาได้อาศัยอยู่ในสำนักของอาชีวกนั้นแหละ

 คราวหนึ่ง พ่อกับแม่ของเขา ได้เชิญพวกอาชีวกเข้าไปฉันอาหารที่บ้าน พวกอาชีวก  กล่าวกับเขาว่า “ท่านจงมาเถิด พวกเราจักเข้าบ้านที่เขานิมนต์เอาไว้” ชัมพุกะกล่าวว่า “พวกท่านจงไปเถิดเราจะอยู่ที่นี้แหละ” เมื่อถูกคะยั้นคะยอให้ไปพร้อมกับเหล่าอาชีวก เขาก็ไม่ปรารถนาที่จะไป เมื่อพวกอาชีวกไปลับสายตาของชัมพุกะ เขาก็เปิดประตูส้วม ลงไปปั้นอุจจาระเป็นคำ ๆ ด้วยสองมือ แล้วเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย พวกอาชีวกนำอาหารจากที่บ้านมาฝาก แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอาหารเหล่านั้น แม้จะถูกพวกอาชีวกคะยั้นคะยอให้รับอาหาร แต่เขาก็ปฏิเสธ กลับบอกว่า “เราทานแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการอาหารนี้” พวกอาชีวกถามว่า “แล้วท่านได้อาหารจากที่ไหน?” ชัมพุกะตอบว่า “เราได้จากที่นี้แหละ”

วันต่อ ๆ มา เวลาอาชีวกถาม เขาก็ตอบคำถามเดิมอยู่อย่างนั้น “ข้าพเจ้าขออยู่ที่สำนักนี้แหละ” ไม่เข้าไปในบ้านด้วย ส่วนพวกอาชีวก ต่างก็คิดว่า “ชัมพุกะนี้ไม่เข้าไปบ้านเพื่อกินอาหาร อีกทั้งไม่ยอมกินอาหารที่เรานำมาฝาก ยังกล่าวอีกว่า เราได้อาหารจากที่นี้แหละ มันต้องมีอะไรสักอย่างเป็นแน่” เมื่อเห็นพ้องต้องกัน จึงคิดจะจับผิดชัมพุกะ เมื่อจะเข้าไปสู่บ้าน  เหลือเอาไว้คนสองคน เพื่อแอบดูพฤติกรรมของชัมพุกะ อาชีวกเมื่อถึงเวลาจะเข้าไปในบ้าน บางส่วนก็แอบซ่อนอยู่

ส่วนชัมพุกะ เมื่อรู้ว่าพวกอาชีวกคนอื่น ๆ ไปสู่บ้านแล้ว ส่วนตนก็ลงไปในส้วม กินอุจจาระเหมือนอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน พวกอาชีวกเมื่อเห็นพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของชัมพุกะ ก็ได้นำเอาไปเล่าให้อาชีวกคนอื่น ๆ ได้รับรู้ทั่วถึงกัน

พวกอาชีกต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ หากสาวกของพระสมณโคดมรู้เข้า ความเสื่อมเสียย่อมบังเกิดขึ้นแก่หมู่คณะของเรา คนทั้งปวงย่อมรู้ว่า พวกอาชีวกกินอุจจาระ ชัมพุกะไม่ควรจะอยู่ในที่นี้อีกต่อไป” เหล่าอาชีวกจึงได้ขับไล่ชัมพุกะออกจากสำนักของตน

ส่วนชัมพุกะเอง ก็ไปอาศัยเงื้อมหินก้อนหนึ่ง เป็นที่ที่ชาวบ้านมักมาขับถ่าย เข้าไปในเวลากลางคืนเพื่อไปกินอุจจาระ ในเวลาที่ผู้คนมาขับถ่าย ใช้มือเหนี่ยวหินข้างหนึ่ง ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งเอาไว้บนเข่า ยืนเงยหน้าอ้าปากอยู่ เมื่อชาวบ้านเห็นชัมพุกะเข้า เข้าไปหาแล้วยกมือไหว้ ถามว่า “ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุอะไร ท่านจึงยืนอ้าปากด้วยเล่า?

ชัมพุกะ: เรามีลมเป็นภักษาหาร  เราไม่ปรารถนาอาหารอย่างอื่นเลย

ชาวบ้าน:  เมื่อเช่นนั้น  เพราะเหตุไร  ท่านจึงยกเท้าข้างหนึ่งตั้งไว้บนเข่ายืนอยู่เล่า  ขอรับ ?

ชัมพุกะ:  เรามีตบะสูง  มีตบะกล้า  แผ่นดินถูกเราเหยียบด้วยเท้าทั้ง    แผ่นดินจะหวั่นไหวเพราะฉะนั้น  เราจึงยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งไว้บนเข่า แล้วยืน เรายืนอย่างเดียว ไม่นั่ง ไม่นอน เป็นเช่นนี้มานานแล้ว”  ชาวบ้านก็หลงเชื่อคำที่ชัมพุกะได้พูดให้ฟัง ชาวเมืองอังคะและมคธจึงเล่าลือกระฉ่อนว่า “น่าอัศจรรย์จริง ๆ มีผู้มีตบะเช่นนี้ เกิดขึ้นแล้ว เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย เป็นเหตุทำให้คนเกิดศรัทธา นำเอาสิ่งของสักการะบูชาไปให้ ชัมพุกะสามารถลวงชาวบ้านได้ผล

ส่วนชัมพุกะนั้น เวลาใครเอาอาหารมาให้  กล่าวว่า  “เรากินลมอย่างเดียว ไม่กินอาหารอย่างอื่น  เพราะเมื่อเรากินอาหารอย่างอื่น  ตบะย่อมเสื่อมไป”  ไม่แตะต้องอาหารที่ชาวบ้านนำมาให้เลย ไม่ปรารถนาของอะไร ๆ ที่ชาวบ้านนำมาให้ ถึงแม้ชาวบ้านจะอ้อนวอนบ่อย ๆ “ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงทานอาหารเหล่านี้เถอะ อย่าทำให้พวกเราไม่สบายใจเลย การที่บุคคลมีตบะแก่กล้าเช่นท่าน ได้ทานอาหารของพวกเรา ย่อมนำมาซึ่งความสุขและประโยชน์แก่พวกเรา สิ้นกาลนาน”

ชัมพุกะกล่าวว่า  “เรานั้นไม่ชอบใจอาหารอย่างอื่น” แต่เมื่อถูกชาวบ้านอ้อนวอนหนักเข้า จึงได้เอาหญ้าคาเอาไปแตะที่อาหาร แล้วแตะที่ปลายลิ้น แล้วส่งอาหารกลับคืนแก่ชาวบ้าน แล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงไปเถิด  เท่านี้พอละ เพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข  แก่ท่านทั้งหลาย.” ชัมพุกะ ไม่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ กินอุจจาระ ถอนผมด้วยแปรงตาล ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ ๕๕ ปี  

ประวัติของชัมพุกะน่าศึกษาตรงที่ แกไม่ได้ชั่วช้าจากความโลภ เพื่อหวังชื่อเสียง แต่มันเป็นผลแห่งวิบากกรรม ความซับซ้อนพฤติกรรมของคน บางครั้งก็ยากแก่การอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ต้องใช้ความรู้ในเรื่องญาณ ที่ปุถุชนยากแก่การจะเข้าถึงด้วยการถกด้วยเหตุผล

เมื่อพระศาสดาทรงพิจารณาดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งวันหนึ่ง   ชัมพุกะนี้  ปรากฏภายในข่ายคือพระญาณแล้ว.  พระองค์ ทรงใคร่ครวญว่า  “วันนี้จักมีเหตุการณ์อะไร?    ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์

พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาของเขาแล้ว  ทรงทราบว่า   “อาศัยชัมพุกะนี้ ประโยชน์จักมีแก่มหาชน”

ในวันรุ่งขึ้น   เสด็จเที่ยวไปในกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต  เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว  ตรัสกับพระอานนทเถระว่า  "อานนท์  เราจักไปสู่สำนักของชัมพุกะ."

อานนท์:  พระองค์ จักเสด็จไป เพียงลำพังหรือ  พระเจ้าข้า ?

พระศาสดา:   ถูกต้องแล้ว เราจะไปเพียงลำพังผู้เดียว.

ในเวลาบ่าย   ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไปสำนักของชัมพุกะ ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนัก เพราะเหตุว่าที่อยู่ของชัมพุกะ สกปรกด้วยอุจจาระ และสิ่งปฏิกูล ฝนตกชำระล้างจนทำให้สถานที่สะอาด

ในเวลาเย็น   พระองค์เสด็จไปสู่สำนักของชัมพุกะ  ได้ทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า   “ชัมพุกะ.”

ส่วนชัมพุกะ  คิดว่า  “ใครหนอ ช่างกล้าบังอาจเรียกชื่อเราว่า ชัมพุกะ เฉย ๆ ”

ชัมพุกะ  จึงถามว่า  "นั่นใคร ?"

          พระศาสดา:  เราเอง  ชัมพุกะ.

          ชัมพุกะ:  ท่านมีอะไรหรือ   ท่านมหาสมณะ ?

          พระศาสดา:   วันนี้ เราขอพักอยู่ที่นี้สักคืนหนึ่งได้ไหม ชัมพุกะ

          ชัมพุกะ:  ท่านมหาสมณะ  ที่นี้ ไม่มีที่อยู่หรอก

          พระศาสดา:   ชัมพุกะ  เธออย่ากระทำอย่างนั้น  เธอจงให้ที่อยู่แก่เรา   สักคืนหนึ่งเถิด   ชื่อว่าพวกบรรพชิต   ย่อมปรารถนาคบบรรพชิตด้วยกัน ส่วนพวกมนุษย์  ย่อมปรารถนาคบมนุษย์ด้วยกัน   ส่วนพวกสัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาคบสัตว์ด้วยกัน

ชัมพุกะ:  ก็ท่านเป็นบรรพชิตหรอกหรือ?

พระศาสดา:  ใช่แล้ว  เราเป็นบรรพชิต

ชัมพุกะ:  ถ้าท่านเป็นบรรพชิต   น้ำเต้าของท่านอยู่ที่ไหน  ทัพพีสำหรับโบกควันของท่านอยู่ที่ไหน ถ้วยสำหรับบูชายัญของท่านอยู่ที่ไหน

 ชัมพุกะถามหาบริขารอันเป็นสัญลักษณ์ของนักบวชนอกศาสนา

พระศาสดา:   น้ำเต้าเป็นต้น   ของเรามีอยู่  แต่การถือเอาสิ่งเหล่านี้ เที่ยวไป ทำให้พะรุงพะรัง เดินทางลำบาก เราจึงเก็บเอาไว้ภายใน แล้วค่อยเที่ยวไป

ชัมพุกะเคืองพระศาสดา ต่อว่า “ท่านไม่ถือเอาน้ำเต้า เที่ยวไป ได้อยู่หรือ?” พระศาสดาจึงตรัสกับชัมพุกะว่า “ช่างเถอะ ชัมพุกะ  เธออย่าเคืองเลย  เธอจงบอกที่อยู่แก่เราเถิด.”   เขากล่าวย้ำว่า “ท่านมหาสมณะ  ที่นี้ไม่มีที่อยู่หรอก”

        พระศาสดา  เมื่อจะทรงชี้เงื้อมแห่งหนึ่ง   ซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกล จากที่อยู่ของเขา  จึงตรัสว่า  "ที่เงื้อมนั่น  ใครอยู่ ?"

        ชัมพุกะ:  ท่านมหาสมณะ  ที่เงื้อมนั้น ไม่มีใครอยู่.

        พระศาสดา:   ถ้าเช่นนั้น   เธอจงให้เงื้อมนั่นแก่เราได้พักอาศัยเถิด.

        ชัมพุกะ:  ท่านมหาสมณะ  ท่านจงจัดแจงที่อยู่เอาเองเถิด.

        พระศาสดา  ทรงปูผ้านั่ง  ประทับนั่งที่เงื้อมแล้ว.

        ในปฐมยามของคืนนั้น ท้าวมหาราชทั้ง  ๔ มาเข้าเฝ้าพระศาสดา เป็นเหตุทำให้ที่แห่งนั้นสว่างไปด้วยฤทธิ์แห่งท้าวมหาราชทั้ง ๔

ชัมพุกะเห็นแสงสว่างแล้ว  คิดว่า “นั่น  เป็นแสงสว่างอะไรกัน?  

ในมัชฌิมยาม   ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาเข้าเฝ้าพระศาสดาอีก.

ชัมพุกะเห็นท้าวสักกเทวราช มาเข้าเฝ้าพระศาสดา  คิดว่า  “นั่นใคร พากันมาอีก?”

ในปัจฉิมยาม   ท้าวมหาพรหม มาเข้าเฝ้าบ้าง ชัมพุกะเห็นท้าวมหาพรหม คิดว่า  “นั่น ใครหนอ?  เก็บความสงสัยเอาไว้ พอรุ่งเช้า จึงรีบไปที่อยู่ของพระศาสดา ทำการอภิวาทแล้ว ทูลถามว่า

“ท่านมหาสมณะ  เมื่อคืน ในปฐมยาม ใครมาหาท่านหรือ?”  

        พระศาสดา:  ท้าวมหาราชทั้ง  ๔ ชัมพุกะ.       

        ชัมพุกะ:  ท่านมา เพราะเหตุไร?

        พระศาสดา:  มาเพื่ออุปัฏฐากเรา

        ชัมพุกะ:  ก็ท่านเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวมหาราชทั้ง    อย่างนั้นเชียวหรือ?

        พระศาสดา:  ถูกต้อง  ชัมพุกะ   เราเป็นพระราชาที่ยิ่งกว่าพระราชาทั้งหลาย

        ชัมพุกะ:  ก็ในมัชฌิมยาม  ใครหรือมาหาท่าน?

        พระศาสดา:  ท้าวสักกเทวราช ชัมพุกะ

        ชัมพุกะ:   เขามาเพราะเหตุไร?

        พระศาสดา:  มาเพื่ออุปัฏฐากเราเช่นกัน

        ชัมพุกะ:  ก็ท่านเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวสักกเทวราชเชียวหรือ?

        พระศาสดา:   ถูกต้อง  ชัมพุกะ   เราเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวสักกะ   ก็ท้าวสักกะนั่น  เป็นคิลานุปัฏฐากของเรา   เช่นเดียวกับสามเณรผู้คอยรับใช้

        ชัมพุกะ:   ก็ใครเล่ามาแล้วในปัจฉิมยาม ทำให้ที่แห่งนี้สว่างไสวไปหมด?

        พระศาสดา: เป็นท้าวมหาพรหม ชัมพุกะ

        ชัมพุกะ:   ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวมหาพรหม เชียวหรือ?

        พระศาสดา: ถูกต้องแล้ว ชัมพุกะ   เราเป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม.

        ชัมพุกะ:   ท่านมหาสมณะ  ท่านน่าอัศจรรย์มาก แต่เราอยู่ที่นี้ถึง ๕๕ ปี เทวดาเหล่านั้น แม้เพียงแค่องค์เดียว ไม่เคยมาอุปัฏฐากเราเลย ทั้ง ๆ ที่เรามีลมเป็นภักษาหาร ยืนอย่างเดียว  

พระศาสดา ตรัสกับชัมพุกะว่า  “ชัมพุกะ  เธอลวงคนเขลามามากแล้ว ถึงตอนนี้ยังปรารถนาแม้จะลวงเราด้วยอีกหรือ เธอกินอุจจาระ นอนบนแผ่นดิน เปลือยกายเที่ยวไป ถอนผมด้วยแปรงตาลเป็นระยะเวลาถึง ๕๕ ปี ไม่ใช่หรือ ถึงกระนั้นยังเที่ยวลวงใครต่อใครว่าเรามีลมเป็นภักษาหาร ไม่นั่ง ไม่นอน ยืนด้วยเท้าข้างเดียว ถึงตอนนี้ก็ยังคิดที่จะลวงเราด้วย แม้ในกาลก่อน  เธออาศัยทิฎฐิอันชั่วช้าลามก  มีอุจจาระเป็นอาหาร สิ้นกาลประมาณเท่านี้  เป็นผู้นอนเหนือแผ่นดิน  เปลือยกายเที่ยวไป  ถึงการถอนผมด้วยแปรงตาล  แม้ในบัดนี้  เธอยังถือทิฎฐิอันชั่วช้าลามกเหมือนเดิม”

ชัมพุกะ:  ท่านมหาสมณะ ท่านทราบหรือว่าเราทำกรรมอะไรไว้ในกาลก่อน.

พระศาสดา  ตรัสบอกกรรมที่เขากระทำแล้วในกาลก่อนว่า ในยุคพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ มีชาวบ้านคนหนึ่ง สร้างวิหารถวายแก่พระเถระรูปหนึ่ง ท่านมีนามว่า กุลุปกะ บำรุงท่านด้วยปัจจัย ๔ ส่วนพระเถระท่านก็รับอาหารในบ้านชาวบ้านคนนี้เป็นประจำ มีอยู่คราวหนึ่ง ปรากฏว่ามีพระขีณาสพรูปหนึ่ง ท่านได้เที่ยวบิณฑบาต ได้มาถึงเรือนของชาวบ้านคนนี้ ส่วนชาวบ้านคนนี้ เกิดความเลื่อมใสในอิริยาบถของพระเถระ นิมนต์ให้ท่านอยู่ ถวายอาหารอันประณีต ถวายผ้านุ่งผ้าห่ม แล้วเรียนนิมนต์ท่านว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านพึงย้อมผ้าสาฎกแล้วนุ่งห่มบ้างเถิด ท่านผู้เจริญ ผมของท่านยาวแล้ว ผมจะได้จัดช่างตัดผมมาปลงผมให้ท่าน” ได้จัดเตียงให้พระขีณาสพเพื่อให้ท่านได้นอน ส่วนภิกษุกุลุปกะ เห็นสักการะที่ชาวบ้านได้กระทำต่อพระขีณาสพ  รู้สึกไม่พอใจ ที่อุบาสกปฏิบัติต่อพระขีณาสพเช่นนี้ จึงคิดว่า “กุฎุมพีนี้  ทำสักการะนั้นเห็นปานนี้   แก่ภิกษุผู้ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียว  แต่ไม่ทำแก่เราผู้ฉันอยู่ในเรือนเป็นนิตย์”   ได้ไปสู่วิหาร. 

 พระเถระผู้เป็นพระขีณาสพท่านก็ได้เดินทางไปกับภิกษุกุลุปกะด้วย นุ่งห่มผ้าสาฎกที่ชาวบ้านนั้นได้ถวาย อีกทั้งเขายังให้ช่างตัดผม มาปลงผมให้พระขีณาสพด้วย สั่งให้คนปูเตียงสำหรับที่นอนให้กับพระขีณาสพอีกด้วย แล้วเรียนว่า  “ท่านผู้เจริญ  ขอท่านจงนอนบนเตียงนี้แหละ” เสร็จแล้วได้ นิมนต์พระเถระทั้ง ๒ รูป  ฉันในวันรุ่งขึ้นแล้วก็กลับไปบ้าน  ส่วนภิกษุกุลุปกะ ยิ่งเมื่อได้ยินสิ่งที่กุฏุมพีได้พูดต่อพระเถระ ยิ่งทำให้ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในเวลาเย็น  ภิกษุกุลุปกะ จึงได้ไปที่พักของพระเถระ ด่าด้วยคำหยาบต่างๆ “อาคันตุกะผู้มีอายุ  ท่านกินอุจจาระ ยังดูดีกว่ากินอาหารในเรือนของกุฎุมพี ท่านถอนผมด้วยแปรงตาล ยังดูดีกว่า ให้ช่างตัดผมปลงผมให้ ท่านเปลือยกายเที่ยวไป ยังดูดีกว่านุ่งผ้าสาฎกที่กุฎุมพีถวาย ท่านนอนบนแผ่นดิน ยังดูดีกว่านอนบนเตียงที่กุฎุมพีนำมาถวาย ท่านไม่เหมาะที่จะรับเครื่องสักการะเหล่านี้”  

พระเถระ  คิดว่า  “คนพาลนี้  จะเข้าถึงความพินาศ สาเหตุเพราะเรา” ท่านจึงหนีออกไปแต่เช้าตรู่ เพื่อไม่อยากให้มีปัญหา  ส่วนภิกษุกุลุปกะ ลุกขึ้นแต่เช้า เดินไปเคาะระฆังด้วยหลังเล็บ และมีจิตคิดอกุศลว่า “เวลานี้เป็นเวลาที่ต้องบิณฑบาต เอาหลังเล็บเคาะระฆังแล้ว แต่เถระก็ยังหลับอยู่” ส่วนตนเองก็ออกไปเรือนของกุฎุมพี ตามที่ได้รับนิมนต์เอาไว้ เป็นการสกัดเสี้ยนหนาม ส่วนกุฎุมพีเห็นภิกษุกุลุปกะเดินมาเพียงแค่รูปเดียว จึงถามหาพระเถระว่า  “ท่านผู้เจริญ  พระเถระไปไหน ?   ภิกษุกุลุปกะกล่าวกับกฎุมพีว่า “ท่านอุบาสก อย่าได้พูดถึงท่านเลย พระเถระของท่าน  เข้าสู่ห้อง ตั้งแต่เมื่อวาน ป่านนี้คงมัวแต่หลับอยู่ในห้อง เมื่อเรากวาดวิหาร กรอกน้ำลงในหม้อ เคาะระฆังเรียกแล้วเสียงระฆัง ก็ไม่สามารถทำให้ท่านตื่นได้”

กุฎุมพีคิดว่า  “พระเถระผู้เปี่ยมไปด้วยอิริยาบถอันงดงาม ย่อมไม่นอนตื่นสายเช่นนี้ แต่พระรูปนี้ คงไปพูดอะไรบางอย่างแก่พระเถระอย่างแน่นอน เพราะเหตุที่เราได้ทำการอุปัฏฐากแก่ท่าน” ด้วยความที่กุฎุมพีนั้นเป็นคนฉลาด ไม่ได้กล่าวอะไร ยังคงต้อนรับภิกษุกุลุปกะด้วยความเคารพ พร้อมกับสั่งว่า “ท่านผู้เจริญ    ถ้าท่านได้พบพระคุณเจ้าของกระผม นิมนต์ท่านฝากเอาภัตตาหารนี้ถวายท่านด้วย” ส่วนภิกษุกุลุปกะคิดว่า “หากเราเอาอาหารนี้ไปถวายพระเถระ ท่านก็จะอยากอยู่ที่นี้ต่อไป” เมื่อเดินมาถึงระหว่างทาง ก็ได้นำเอาอาหารบิณฑบาตอันเป็นส่วนที่เขาฝากมาถวายแก่พระเถระ ทิ้งในระหว่างทาง เมื่อไปถึงที่อยู่ของพระเถระ มองดูหาทางโน้นและทางนี้ก็ไม่เจอ ถึงแม้ภิกษุกุลุปกะจะเคยบำเพ็ญสมณธรรมมาหลายภพหลายชาติ แต่กรรมดีเหล่านี้ก็ไม่อาจรักษาเธอให้พ้นจากอบายเอาไว้ได้ เมื่อภิกษุกุลุปกะสิ้นอายุขัย ท่านได้ไปเกิดในอเวจี ได้รับทุกข์เป็นอันมากในอเวจีมหานรก เพราะการด่าพระมหาเถระผู้เป็นพระอรหันต์ ด้วยคำด่า ๔ อย่าง คือ ๑.ท่านกินอุจจาระ ยังดูดีกว่ากินอาหารในเรือนของกุฎุมพี ๒.ท่านถอนผมด้วยแปรงตาล ยังดูดีกว่า ให้ช่างตัดผมปลงผมให้ ๓.ท่านเปลือยกายเที่ยวไป ยังดูดีกว่านุ่งผ้าสาฎกที่กุฎุมพีถวาย ๔.ท่านนอนบนแผ่นดิน ยังดีกว่านอนบนที่นอนที่เขาจัดถวาย แม้นตัวเองก็เข้าถึงสิ่งน่าเกลียดด้วยคำด่า ๔ อย่างนั้นตลอดระยะเวลา ๕๕ ปี ด้วยเศษแห่งผลกรรม 

 เกิดมาชาตินี้ ชัมพุกะเกิดในเรือนแห่งตระกูลอันมีฐานะดี ตระกูลหนึ่ง  ในพระนครราชคฤห์ เมื่อพระศาสดาได้ตรัสเล่าประวัติของเขาในอดีตกาล ให้ชัมพุกะฟัง เขาเกิดความสลดสังเวชใจ หิริโอตัปปะได้เกิดขึ้น คำสอนของพระศาสดาได้ทำลายกำแพงแห่งมิจฉาทิฎฐิลงสิ้น จึงได้ขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา

วันนั้น  ชาวอังคะและมคธ ต่างถือเครื่องสักการะนำมาบูชาชัมพุกะ เมื่อชาวบ้านเห็นชัมพุกะอยู่กับพระศาสดา ต่างก็คิดว่า ระหว่างพระศาสดากับชัมพุกะใครเป็นครูอาจารย์ ใครยิ่งใหญ่กว่ากัน บ้างก็คิดว่าพระศาสดาน่าจะยิ่งใหญ่กว่า บ้างก็คิดว่าชัมพุกะต้องยิ่งใหญ่กว่า เพราะที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของชัมพุกะ "ถ้าพระสมณโคดมยิ่งใหญ่กว่า   ชัมพุกะนี้จะต้องไปยังสำนักของพระสมณโคดม   แต่เพราะความที่ชัมพุกะเป็นใหญ่  พระสมณโคดม จึงเสด็จมาสู่สำนักชัมพุกะนี้." ต่างคนต่างก็ให้เหตุผลไปต่าง ๆ นานา 

พระศาสดาทรงทราบความคิดของชาวบ้าน จึงตรัสว่า “ชัมพุกะ  เธอจงตัดความสงสัยของพวกอุปัฏฐากของเธอเสีย”   ชัมพุกะกราบทูลว่า  “แม้ข้าพระองค์  ก็รอคอยเวลาให้พระองค์ทรงอนุญาต”  จึงได้ประกาศท่ามกลางผู้ที่คอยอุปัฏฐากตนเองว่า “ขอท่านทั้งหลายจงจำไว้เถิดว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของเรา” ทำให้ผู้คนที่เข้ามาเฝ้าต่างชื่นชมในพระบารมีของพระศาสดา กล่าวชมเชยนานาประการ

อุบายใส่หน้ากากของชัมพุกะ นับว่าไม่ธรรมดา จะเป็นเพราะเหตุใดนั้น เรามิอาจจะรู้ได้ แต่สิ่งที่เขาได้แสดงออกนั้น ได้ถูกพระบรมศาสดายืนยันว่า เป็นกิริยาลวงโลก และพระองค์เป็นผู้เปิดเผยความจริงให้ชาวโลกได้รู้ กลลวงของเขานั้น นับว่า แนบเนียนอันดับต้น ๆ ของชาวโลกก็ว่าได้ ต่อมาก็มีคนนำเอาอุบายของชัมพุกะมาใช้ต่อ เพื่อลวงคนให้เชื่อ ให้ศรัทธา ในความศักดิ์สิทธิ์ของตน เพื่อสร้างศาสนิก อันนำไปสู่ลาภสักการะชื่อเสียง เมื่อวิเคราะห์อุบายของชัมพุกะ

กินให้เขาดู

อยู่ให้เขาเห็น

เป็นให้เขาเชื่อ

ล่อเหยื่อให้ติดกับ

กินให้เขาดู ด้วยกลลวงขั้นเทพ ที่บอกว่า ตนเองกินลมเป็นอาหาร ทรมานตนเป็นกิจวัตร สิ่งที่สำคัญ คือ การสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นเรื่องการกิน ด้วยวาทกรรมง่าย ๆ ว่า “ถ้าขืนกลืนอาหารเข้าไป ตบะที่บำเพ็ญมาจะเสื่อมทันที ”  ช่างเป็นคำพูดที่น่าเลื่อมใสยิ่งแท้  ยิ่งกว่านั้น  มีการอนุโมทนาเพื่อไม่ให้เจ้าของศรัทธาเสียใจว่า  “มา ๆ เอามา ๆ  ไหน ๆ ก็เอามาแล้ว เราจะแค่หยิบรสชาติมาแตะปลายลิ้น ก็นับว่า บุญสูงสุดแล้ว”

อยู่ให้เขาเห็น วิธีการทรมานตนที่ต้องใช้ความอดทนขั้นอุกฤษฏ์ ยากกว่าคนทั่วไปจะทำได้ ชัมพุกะถือว่า ตนเองเป็นผู้ฝึกฝนมาโดยตลอด จนมีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นการลวงให้คนอื่นมองว่า  ถ้าเป็นคนธรรมดาคงทำไม่ได้แน่ ๆ  บุคคลผู้กระทำแบบนี้ได้ย่อมเป็นผู้วิเศษ วัตรปฏิบัติเช่นนี้ คือ ปฏิปทาแห่งพระอรหันต์อย่างแน่นอน  นับว่าเป็นวิธีเบื้องต้นที่เขาบำเพ็ญตบะ ด้วยการ ยืนขาเดียว ยกแขน ๒ ข้าง ขึ้นกลางอากาศ ด้วยวาทกรรมที่น่าทึ่งว่า  “ถ้าขืนวางเท้าลง  แผ่นดินนี้จะไหว ถ้าลดมือลง ลมพายุจะกระหน่ำ ผู้คนจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก” จึงเป็นการสร้างแรงศรัทธาอย่างท่วมท้นให้แก่คนที่มีศรัทธาจริต

เป็นให้เขาเชื่อ วาทกรรมเรื่องการกิน และการเป็นอยู่ของชัมพุกะ จัดได้ว่า เป็นอัตลักษณ์ และสร้างความฮือฮาให้กับฝูงชนอย่างเหลือเชื่อ  จนได้รับการเรียกขานว่า “อรหันต์” เมื่อเขาตกอยู่ในอำนาจคำยกย่อง จึงได้หลงตัวเองว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพราะผลที่ตามมา คือ ลาภ สักการะ คำสรรเสริญ  ของเหยื่อที่เขาได้ล่อลวงด้วยอุบาย  “ใส่หน้ากาก”

การพูดความจริง ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า จะจริงเมื่อไหร่ เพราะความจริงจะรักษาสถานภาพความจริงของมันเอง เหมือนน้ำทะเล ไม่ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน คุณลักษณะของมันก็คือเค็มเหมือนกันหมด

ภายหลัง พระบรมศาสดาสอนด้วยอุบายชนะเรื่องไม่จริงด้วยเรื่องจริง จากที่ชัมพุกะเคยอหังการตัวเองว่า “เป็นพระอรหันต์” แต่ไม่เคยมีแม้แต่เทวดาสักตนเดียวมาเยี่ยมหา คอยอุปัฏฐากตนสุดท้ายถึงกับสสดใจ เมื่อมีผู้มาแฉพฤติกรรมลวงโลกของตน จึงกลับตัวกลับใจ เริ่มสร้างบารมีในทางที่ถูกต้องและเป็นจริงตามหนทางแห่งพระอริยะ

หลอกคนอื่น     หมื่นแสน         สุดแดนโลก

พอหลบโยก      เลี่ยงหนี          ลี้หลบได้

แต่หลอกหนึ่ง    ภายใน           ใจของใจ

หลอกไม่ได้       สักหน            แม้คนเดียว

อุบายลับลวงพรางในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการ หลอกลวง เพื่อทำให้คนอื่นเชื่อว่าตนเป็นพระอรหันต์หรือแสร้งว่าตนเป็นคนดี โดยที่ตนไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีจริง ๆ ก็ได้ เพียงแค่หาอุบายทำให้คนเชื่อ เพราะยังมีคนที่มีศรัทธาจริต ที่พร้อมจะเชื่อขอเพียงแค่มีศรัทธา มีพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเพื่อเป็นหลักในการพิจารณาเอาไว้ว่า “อยากรู้ว่าเขามีศีลหรือไม่ ให้อยู่ด้วยกันนาน ๆ ”[๕๗] ทั้งในพุทธกาลและปัจจุบัน มีกระบวนการสร้างพระอรหันต์ แต่งตั้งเกิดขึ้น คือให้ลูกศิษย์ตั้งกันขึ้น มาเอง และมีการโฆษณาชวนเชื่อ ดังมีเรื่องปรากฏว่า

เศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์[๕๘] ท่านหนึ่ง ใช้ให้คนขึงตาข่ายเอาไว้ ท้ายน้ำ เวลาอาบน้ำ ข้าวของอะไรหลุดลอยไป จะได้ดักเอาไว้ได้ วันหนึ่งได้มีท่อนไม้จันทร์แดงสีดังครั่งสด เกลี้ยงเกลา ถูกคลื่นซัดมาติดตาข่าย ท่านเศรษฐีคิดว่า ไม้จันทร์แดงในเรือนของเราก็มีมาก เราจะเอาไม้จันทร์แดงไปทำอะไรได้บ้าง ความคิดหนึ่งของท่านก็เกิดขึ้นฉับพลัน มักมีคนชอบอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์มีมากเหลือเกิน แม้เราเองก็ไม่รู้จักพระอรหันต์สักองค์หนึ่ง จึงสั่งให้คนใช้กลึงไม้จันทร์แดงทำเป็นบาตรห้อยไว้ให้มีความสูงประมาณ ๖๐ ศอก โดยใช้ไม้ไผ่ต่อขึ้นไป แล้วประกาศว่า

“ถ้าพระอรหันต์มีอยู่ ขอท่านจงมาทางอากาศ ถือเอาบาตรนี้

หากผู้ใดถือเอาบาตรนี้ได้ เราพร้อมครอบครัว จักถึงผู้นั้นว่าเป็นสรณะ”

เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป กระบวนการพระอรหันต์แต่งตั้งก็เริ่มทำงาน ครูทั้ง ๖ เมื่อทราบข่าว ก็ไปหาท่านเศรษฐี บอกว่า “บาตรนั่น สมควรแก่พวกเรา ท่านเศรษฐีจงให้บาตรนั้นแก่พวกเราเถิด” ส่วนท่านเศรษฐีบอกว่า “ท่านจงเหาะขึ้นไปเอาเท่านั้น”

ในวันที่ ๖ นิครนถ์นาฏบุตร ได้ส่งหน้าม้าไป หวังที่จะกล่อมท่านเศรษฐีมอบบาตรให้แก่ตน โดยสั่งลูกศิษย์ว่า ให้พวกเจ้าไปบอกแก่ท่านเศรษฐีว่า “บาตรนั่น สมควรแก่อาจารย์ของพวกเรา ท่านอย่าทำเรื่องง่าย ๆ ให้เป็นเรื่องยากเลย มอบบาตรให้แก่เราเถอะ” ท่านเศรษฐีก็ไม่ยอม ยังคงยืนยันคำเดิม

ถึงคราวที่นิครนถ์นาฏบุตรต้องออกโรงลิเกเอง แต่มีการวางแผนล่วงหน้าเอาไว้อย่างแนบเนียน โดยการเตรียมการกับลูกศิษย์เอาไว้ว่า “เราจะยกมือและเท้าขึ้นข้างหนึ่ง ทำทีว่ากำลังจะเหาะ ขอให้พวกเจ้าจงขอร้องเราไม่ให้เหาะ แสร้งพูดว่า ขอท่านอาจารย์ อย่าได้แสดงความเป็นพระอรหันต์ที่ท่านสั่งสมบารมีมาอย่างยาวนานให้ใคร ๆ รู้เลย เพียงเพราะบาตรลูกเดียว”เมื่อคนพาลสรรเสริญกันเอง ไม่ต่างอะไรกับกากินอาหารที่เขาคายแล้ว ส่วนสุนัขจิ้งจอกกินซากศพ คำสรรเสริญของเหล่าคนพาล ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับอาหารของกาและของสุนัขจิ้งจอก

 เมื่ออาจารย์ทำท่าจะเหาะ เหล่าบรรดาลูกศิษย์ที่ได้ทำการเตรียมการกันมา พากันวิ่งกรูเข้ามาจับขาอาจารย์เอาไว้ ส่วนอาจารย์ก็ทำท่าเหมือนจะเหาะ แต่ลูกศิษย์ก็ได้ทำตามที่ได้นัดแนะกันเอาไว้เหมือนก่อนหน้านี้ ผู้เป็นอาจารย์ได้จังหวะเลยกล่าวกับท่านเศรษฐีว่า

“ท่านเศรษฐี ท่านเห็นหรือยังว่า ลูกศิษย์ของเราไม่ยอมให้เราเหาะเพียงเพราะบาตรลูกเดียว ขอท่านจงมอบบาตรนี้ให้แก่เราเถอะ”

ท่านเศรษฐีก็ไม่ยอม ยังคงยืนยันที่จะให้เหาะขึ้นไปเอาให้ได้ นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในพุทธกาลกับกระบวนการพระอรหันต์แต่งตั้ง มีหน้าม้าในการแต่งตั้งเพื่อลวงคนให้หลงเชื่อ แนวคิดนี้ยังคงตบตาคนได้ผล เพราะทำกันเป็นขบวนการ มีการวางแผน จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นเนือง ๆ

พระอรหันต์ก็ดี ผู้วิเศษก็ดี  คือ หนึ่งวิธีการที่ถูกกล่าวอ้างมากที่สุด  จะเป็นพระอรหันต์จริง หรือ ปลอมนั้น สุดจะหยั่งทราบได้ คัมภีร์มหานิทเทส[๕๙] ได้ชี้ช่องจับผิดเหล่าพระอรหันต์ปลอม ที่สร้างภาพให้ตัวเองดูดี น่าเชื่อถือ  ๓ ทาง คือ

๑. อุบายวิธีด้านเครื่องใช้สอย อาหารสำหรับบริโภค  เสื้อผ้าเครื่องใช้ต่าง ๆ มักจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือของการใช้อุบายหลอกให้เกิดศรัทธา ใช้ของปอน ๆ ไม่หรูหราบ้าง อวดอ้างว่าตนกินมังสวิรัติบ้าง แล้วพรรณาถึงความดีของอาหารที่ตนเองกินว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น  หรือเสื้อผ้า ก็เน้นไปในทางคร่ำคร่า ๆ เก่า ๆ หมอง ๆ ฉีกขาด แม้กระทั่งไม่นุ่งผ้า กลับไปนุ่งเปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น อีกทั้งยังมักบอกปฏิเสธผ้าใหม่ที่เขามามอบให้เพื่ออยากได้อานิสงส์ แล้วพรรณนาถึงประโยชน์ของผ้าเก่า เป็นการสร้างอัตลักษณ์ เพื่อให้คนหลงเชื่อว่า ตนเองเป็นพระอรหันต์ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นการลวงให้คนนำปัจจัยมามอบให้เยอะๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะเกิดขึ้นมากมายด้วยอุบายนี้

๒. อุบายวิธีด้านการกระซิบ คือ การพูดหว่านล้อมเพื่อให้เขาเชื่อ ด้วยการอ้างอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้มอบให้ เช่น ให้ ๑๐ จะได้ ๑๐๐ ให้ ๑๐๐ จะได้ ๑,๐๐๐ เป็นต้น พรรณนาผลที่จะได้รับให้มหัศจรรย์กว่าของจริง เพื่อให้เขาหลงเชื่อแล้วนำสิ่งของเหล่านั้นมามอบให้กับตนเอง ธรรมดาว่ากิเลสมนุษย์มักเป็นมิตรกับความโลภ การใช้อุบายหลอกล่อ ทำมากได้มาก เป็นหนึ่งเท่าหรือทวีคูณ ย่อมเป็นสิ่งที่คนชอบ การใช้อุบายหลอกล่อด้วยวิธีนี้ มักใช้ได้ผลในด้านการตลาด ทำให้หลงเชื่อ เพราะถูกกับจริตของคน

๓. อุบายวิธีด้านอิริยาบถ คือ การแสดงออกทางกิริยา การกระทำ ตั้งท่า แต่งท่า วางมาด ถือไม้เท้า เคี้ยวหมาก ทำเหมือนเสียงคนแก่ ให้ดูน่าเกรงขาม ทำท่ายืน เดิน  นั่ง หรือนอน ทำให้เหมือนกับว่า ตนเองมีคุณธรรมวิเศษภายใน นิ่ง สุขุม จนหยั่งรู้ได้ยาก อากัปกิริยาเช่นนี้  คือ การสร้างกลอุบายทางกิริยามารยาทนั่นเอง


[๕๖] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๑/๒๑๘-๒๓๐.

[๕๗] สัตตชฏิลสูตร. สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๒/๑๔๑.

[๕๘] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๒/๒๘๗-๒๘๘.

[๕๙] ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๖๒/๒๖๒.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues