สอนให้ฉุกคิด
๑. ที่มาของเรื่อง
หากเอ่ยถึงการใช้อุบายในทางสร้างสรรค์แล้ว พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้หนึ่งที่ทรงมีวิธีการสอนที่แพรวพราวในด้านการใช้อุบาย ในฐานะเป็นครูชั้นเลิศ วิธีการสอนของพระองค์ มีเทคนิควิธีที่หลากหลาย บางคราวก็อาศัย “อุบาย” เป็นอุปกรณ์ช่วยในการสอน ให้คนตื่นรู้ ครั้นจะสอนตรง ๆ ด้วยห้วงเวลา ความรู้สึก ในขณะนั้น อาจไม่เหมาะสมที่จะมีผลดีต่อผู้รับ พระองค์ก็ทรงเลือกใช้อุบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และตัวบุคคล
๒.
ใจความสำคัญของเรื่อง
กีสาโคตมี[1] เดิมเกิดในสกุลคนเข็ญใจ
ในกรุงสาวัตถี ชื่อเดิมของนางว่า โคตมี แต่เพราะมีสรีระบอบบาง ชาวบ้านจึงเรียกว่า กีสาโคตมี
ต่อมาได้เป็นสะใภ้ของตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ในเมืองสาวัตถี
ท่านเศรษฐีประสบเคราะห์กรรมคือเงินและทองกลายเป็นถ่านหมด
ท่านเศรษฐีจึงทุกข์มากที่เห็นทรัพย์สมบัติของตนกลายเป็นถ่าน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ทุกข์ใจนอนอยู่บนเตียง เพื่อน ๆ ของท่านเศรษฐี
เมื่อทราบข่าว ต่างก็พากันมาเยี่ยมปลอบใจ
คราวหนึ่ง
มีสหายผู้หนึ่งของเศรษฐีมาเยี่ยม ถามว่า “เหตุไร จึงเศร้าโศกเล่า?
สหาย”
ครั้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
สหายผู้นั้นจึงกล่าวว่า “อย่าเศร้าโศกเลย ท่าน เราพอมีอุบายบางอย่าง
ที่พอจะช่วยท่านได้”
เศรษฐี:
ทำอย่างไรเล่า? ท่าน
สหาย:
ท่านจงปูเสื่อที่ตลาด เอาเงินที่กลายเป็นถ่านมากองไว้ ทำทีเหมือนจะขาย ถ้ามีผู้มาพูดกับท่านอย่างนี้ว่า
“คนอื่นเขาขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยกัน เหตุใดท่านกลับนั่งขายถ่าน”
ท่านก็จงตอบพวกเขาไปว่า
“ถ้าเราไม่ขายของ ๆ ตน แล้วจะให้เราทำอะไร?”
แต่ถ้ามีผู้ใดพูดกับท่านอย่างนี้ว่า
“คนอื่น ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เหตุใดท่านมานั่งขายเงินและทอง”
ท่านก็จงพูดกับผู้นั้นว่า “เงินและทอง มีที่ไหนกัน ก็เมื่อเขาพูดว่า
นี้ไงเล่า ท่านกำลังนั่งขายเงินทองอยู่ เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่าทอง ท่านพึงให้คน ๆ นั้นจับถ่านเหล่านี้แล้ว
ถ่านเหล่านี้อาจจะกลายเป็นทองตามเดิมก็ได้”
และถ้าผู้นั้นเป็นหญิงรุ่นสาว
ท่านจงให้นางแต่งงานกับบุตรของท่านแล้วมอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิให้แก่นาง
พึงใช้สอยเงินทองที่นางให้ ถ้าเป็นเด็กชาย
ท่านพึงให้ธิดาผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของท่านแก่เขา แล้วมอบทรัพย์ ๔๐
โกฏิให้แก่เขา ใช้สอยทรัพย์ที่เขาให้
เศรษฐีนั้นกล่าวว่า
“อุบายของท่านใช้ได้เลยทีเดียว ท่านคิดว่าจะมีคนคิดอย่างนี้หรือ”
เศรษฐียังไม่หายสงสัย”
“เอาน่า
สหาย ไม่ลองไม่รู้” ท่านเศรษฐีจึงได้ทำตามอุบายที่สหายของตนได้บอก จึงนำถ่านให้ไปกองไว้ในร้านตลาดของตน
ทำเหมือนนั่งขายของ
คนที่เดินผ่านไป
ผ่านมา ก็ถามท่านเศรษฐีว่า “คนอื่นเขา ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยกัน
ส่วนท่านทำไมกลับนั่งขายถ่านเล่า” ท่านเศรษฐีก็ให้คำตอบแก่คนเหล่านั้นตามที่สหายของตนได้บอก
และแล้ววันหนึ่ง
ได้มีหญิงรุ่นสาวคนหนึ่ง ปรากฏชื่อว่า “กีสาโคตมี” ไปทำธุระที่ตลาด
เห็นเศรษฐีนั่งขายถ่าน จึงถามว่า
“พ่อ
คนอื่น ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เหตุใดท่านมานั่งขายเงินและทอง”
เศรษฐีแสร้งถามว่า
“มีเงินทองที่ไหนเล่า แม่หนู?”
โคตมี
กล่าวตอบว่า “พ่อ ก็ท่านนั่งจับเงินทองอยู่ มิใช่หรือ?”
นางกอบเงินทองเหล่านั้นจนเต็มมือแล้ววางไว้ในมือของท่านเศรษฐี
ถ่านนั้นได้กลายเป็นเงินและทอง
ท่านเศรษฐีดีใจเป็นอย่างมาก
จึงถามนางว่า “แม่หนู เรือนเจ้าอยู่ไหน.”
เมื่อนางบอกสถานที่อยู่ของตน
และเศรษฐีซักถามจนรู้ว่านางยังไม่มีสามี
จึงเก็บทรัพย์แล้วนำนางแต่งงานกับบุตรของตน ให้นางรับทรัพย์ ๔๐ โกฏิไว้
ทรัพย์ทั้งหมดได้กลายเป็นเงินและเป็นทองดังเดิม
ต่อมา
นางคลอดบุตรคนหนึ่ง เมื่ออยู่ในวัยกำลังน่ารัก พอจะเดินได้ วิ่งได้ ก็มาเสียชีวิต นางเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก
ด้วยความรักในบุตร นางห้ามชาวบ้านที่จะนำบุตรนั้นไปเผา
จึงอุ้มบุตร เที่ยวเดินไปตามบ้านเรือนในพระนครแล้วพูดว่า “ขอพวกท่านจงช่วยให้ลูกของเราพื้นคืนชีพด้วยเถิด”
นางเที่ยวถามไปว่า
“ท่านทั้งหลายรู้จักยาเพื่อรักษาบุตรของฉันบ้างไหมหนอ?”
ชาวบ้านที่ได้พบปะนาง
ได้พูดกับนางว่า
“แม่
เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ถึงได้เที่ยวถามถึงยาปลุกชีวิตลูกที่ตายแล้ว”
ชาวบ้านต่างก็รู้สึกสงสารเวทนา
“ยาปลุกชีพคนตายแล้ว เจ้าเคยเห็นที่ไหนบ้าง” ด้วยความเศร้าโศกมีมากเกินกว่าที่นางจะเข้าใจที่ชาวบ้านพูด
เพราะความทุกข์เกิดจากความพลัดพรากในสิ่งที่รักมีมากเกินไปบดบัง ในห้วงเวลานี้
แม้ความตายอยู่เบื้องหน้า นางก็คงไม่เข้าใจปลายทางของชีวิตมนุษย์ที่แท้จริง เพราะความรักลูก
หลงลูกจึงทำให้หลงลืมความจริงของชีวิต
มีบุรุษคนหนึ่ง
เห็นนางแล้วคิดว่า “หญิงนี้คงจะคลอดบุตรคนแรก เราควรบอกอุบายบางอย่างแก่นาง”
จึงกล่าวว่า
“ฉันไม่รู้จักยา แต่ฉันรู้จักคนผู้ปรุงยา ผู้นั้นอาจช่วยเจ้าได้”
โคตมี:
ใครรู้หรือ ท่าน
บุรุษ:
พระพุทธเจ้าทราบ จงไปทูลถามพระองค์เถิด
นางกล่าวว่า
“จ้านายท่าน ฉันจักไปทูลถามพระองค์”
คำพูดของบุรุษท่านนี้
ได้สร้างความหวังให้แก่นางเป็นอย่างมาก นางจึงรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที
เมื่อไปถึงวิหารแล้ว ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ที่เหมาะสม ข้างหนึ่ง ทูลถามว่า
“ทราบว่า
พระองค์ทรงทราบยาที่สามารถชุบชีวิตทำให้ลูกของหม่อมฉันฟื้นขึ้นมาได้หรือ พระเจ้าข้า.”
พระศาสดา:
ถูกต้อง น้องหญิง เราทราบ
พระศาสดา:
แต่ยานี้ ต้องได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดสักหยิบมือหนึ่ง เป็นส่วนผสม ถึงจะใช้ปรุงยาได้
นางโคตมี:
ได้ เจ้าข้า
พระศาสดา:
แต่เจ้าต้องไปหาในเรือนของคนที่ไม่เคยมีใครตายมาก่อน จึงจะสามารถทำยาได้
นางทูลรับว่า
“ดีละ เจ้าข้า” แล้วถวายบังคมพระศาสดา อุ้มบุตร ที่ตายแล้ว เที่ยวไปยังบ้านต่าง
ๆ ยืนที่ประตูเรือนหลังแรกกล่าวว่า “เมล็ดพันธุ์ผักกาดในเรือนนี้
มีบ้างไหม?”
เมื่อชาวบ้านตอบว่า
มี จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นจงแบ่งให้เราหน่อยหนึ่งเถิด”
เมื่อคนเหล่านั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาให้
กีสาโคตมีจึงถามว่า
“ในเรือนนี้
เคยมีใครตายบ้างหรือไม่?”
เมื่อชาวบ้านตอบว่า
“นางถามอะไรอย่างนั้น บ้านหลังนี้ คนตายเยอะกว่าคนเป็นเสียอีก”
นางจึงกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้น จงรับเมล็ดพันธุ์ผักกาดของท่านคืนไปเถิด เพราะมันไม่สามารถนำเอาไปปรุงยาเพื่อบุตรของเราได้”
แล้วได้ให้เมล็ดพันธุ์ผักกาดคืนไป แล้วก็เที่ยวถามโดยทำนองนี้ ตั้งแต่เรือนหลังแรกไปจนถึงเรือนหลังสุดท้าย
นางเที่ยวขอเมล็ดผักกาดจนถึงเย็น
แต่ไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีใครตายเลยได้ แม้แต่หลังเดียว ความเศร้าโศกเสียใจผ่านคำพูด
ผ่านสายตาของเจ้าของเรือนหลังแล้วหลังเล่า ทำให้นางได้สติ พบความเป็นจริงว่า “เราได้ทำความสำคัญว่า
บุตรของเราเท่านั้นที่ตาย แต่ความเป็นจริง
ทุกคนได้ผ่านการสูญเสียบุตรอันเป็นที่รัก สามีอันเป็นที่รัก พ่อแม่มาหมดแล้ว
หาใช่แต่เราคนเดียวไม่”
นางได้ความสังเวชใจแล้ว
จึงออกไปภายนอกเมือง เดินตรงไปยังป่าช้า ยกบุตรขึ้นมาอุ้มแล้วจุมพิตไปที่หน้าผากของบุตรน้อย
พลางพูดว่า “ลูกจ๋า แม่คิดว่าความตายนี้เกิดขึ้นแก่เจ้าเท่านั้น แต่ว่าความตายนี้
ไม่ได้มีแก่เจ้าคนเดียวเท่านั้น นี่เป็นธรรมดาของโลก มีแก่มหาชนทั่วไป” จึงทิ้งลูกไว้ในป่าช้า
แล้วพูดว่า
“ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ไม่ได้เจาะจงแก่บุคคลใดบุคลหนึ่ง ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นของชาวบ้าน ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นของชาวเมือง
ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง
แต่ความไม่เที่ยงเกิดขึ้นแก่คนทั้งโลก”
เมื่อนางคิดได้อย่างนี้
หัวใจที่เคยอิดโรยด้วยความเศร้าโศกเพราะความสูญเสียบุตรที่รัก ได้ถึงความแข็งแกร่งแล้ว
ความเศร้าโศกเสียใจเหมือนคนเอาก้อนหินทับหญ้าเอาไว้
บัดนี้แสงสว่างแห่งพระสัทธรรมทำให้นางเข้าใจธรรมชาติแห่งความไม่เที่ยง
บัดนี้หินที่ทับหญ้า ได้ยกขึ้นแล้ว นางทิ้งบุตรไว้ในป่าช้า ไปยังสำนักพระศาสดา
ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ ที่สุดข้างหนึ่ง
ลำดับนั้น
พระศาสดาตรัสกับนางว่า
“เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดประมาณหยิบมือหนึ่งแล้วหรือ”
กิสาโคตมี: ไม่ได้ พระเจ้าข้า
เพราะในบ้านทั้งหมด มีคนตายแล้วทุกบ้าน
ลำดับนั้น
พระศาสดาตรัสกับนางว่า “เธอเข้าใจว่า บุตรของเราเท่านั้นตาย ความตายนั้นเป็นธรรมชาติยั่งยืนสำหรับสัตว์ทั้งหลาย
มัจจุราชคือความตายมักฉุดคร่าสัตว์ทั้งหลาย
ผู้ที่ยังมีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมให้ไหลลงสมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น
น้ำมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลยังน้อยกว่า เมื่อเทียบกับน้ำตาของมนุษย์ ที่ต้องหลั่งให้กับความทุกข์”
เป็นพระมหากรุณาที่มีต่อนางกีสาโคตมี
บัดนี้ นางได้ผู้ชี้ทาง ได้ผู้บรรเทาทุกข์ ได้แสงสว่างแห่งปัญญา ดุจผู้เดินหลงทาง
ได้เข็มทิศนำทาง ดุจผู้เดินทางท่ามกลางความมืดมิด ได้คบไฟส่องทาง
ทำให้นางได้เข้าใจความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ภายหลังจึงได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
๓.
อธิบายความ
อุบายในการสอนของพระศาสดา
ที่ทรงใช้ในการสอนนางกีสาโคตมีนั้นล้ำลึก มีขั้นมีตอน ทรงสอนโดยอาศัยประสบการณ์ผ่านตรรกอุปนัย
ให้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต จากบุคคลที่มีประสบการณ์เหมือน ๆ กัน อุบายที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางเอาไว้
จัดว่าเป็นอายโกศลชั้นเลิศ ในด้านการสอน โดยทรงใช้จิตวิทยา
อย่างมีแบบแผนดังนี้
๑.
อุบายสอนโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา ในห้วงเวลาที่นางกีสาโคตมีกำลังเศร้าโศกจากกองทุกข์
เหมือนน้ำที่กำลังล้นถ้วย ไม่ว่าพระองค์จะสอนอย่างไร
ด้วยจิตใจที่มีแต่ความเศร้าโศกเกินกำลัง ยากที่จะเข้าใจได้
แม้แต่บุคคลที่ถูกความหิวครอบงำ พระองค์ก็ไม่ทรงสอนในขณะนั้น จะกล่าวไปไยกับบุคคลที่มีดวงตานองไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศก
หากทรงสอนในขณะที่นางยังไม่พร้อม อาจไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสอน
หากวิเคราะห์จากเหตุผลนี้ พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่สอนด้วยวาจา
๒.
อุบายทำให้มีความหวัง เหตุที่ทรงรับปากว่า ทรงทราบยาที่ช่วยชุบชีวิตบุตรของนางนั้น
เป็นปิยวาจาชโลมใจ ที่ทำให้นางเกิดความหวัง เหมือนน้ำฝนที่กำลังตกลงมาทำให้หญ้าที่กำลังเหี่ยวเฉาพื้นคืนชีพอีกครั้ง
คำปลอบโยนทำให้คลายความเศร้าโศกเสียใจได้ดีที่สุด ในการที่จะก้าวสู้ชีวิตต่อไป
หากมนุษย์มีกำลังใจ กำลังความคิด กำลังกายก็จะตามมา
ในข้อนี้พระองค์ทรงเลือกใช้จิตวิทยา
๓.
อุบายให้เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตนเอง อุบายสุดท้ายที่พระองค์ได้ทรงวางเอาไว้
ก็คือให้นางได้เรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริง ตื่นจากความหวัง ให้เรียนรู้ว่า ทุก ๆ คนได้ผ่านการสูญเสียมาแล้วทั้งนั้น
อุบายในขั้นสุดท้ายนี้ พระองค์ทรงให้ชาวบ้านสอนให้นางเกิดโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง การใช้อายโกศลในครั้งนี้
นับเป็นคุณูปการต่อนางกีสาโคตมี เพราะต่อมานางได้ตัดสินใจเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น