พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่ง ที่มีหลักคำสอนชัดเจน ในเรื่องหลักการใช้ปัญญาในการใช้ชีวิตบนพื้นฐานของเหตุผล โดยไม่ให้ด่วนสรุปเชื่ออะไรแบบง่ายๆ ดังมีเรื่องปรากฎในอปัณณกชาดก ดังนี้
พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน
เที่ยวค้าขายจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ในเมืองพาราณสี มีบุตรของพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง
เป็นคนไม่ค่อยรอบคอบ เตรียมตัวไปค้าขายอีกเมืองหนึ่งด้วย พระโพธิสัตว์เตรียมบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500
เล่ม พร้อมจะเดินทางไปค้าขาย ส่วนบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่งก็เตรียมสินค้าเอาไว้
500 เล่ม เช่นเดียวกัน
พระโพธิสัตว์คิดว่า
การไปพร้อมกันพร้อมกับบุตรพ่อค้าเกวียนนี้ ต้องสร้างความยุ่งยาก ทั้งข้าวปลาอาหาร
หญ้าของโคก็จักไม่เพียงพอ พระโพธิสัตว์จึงเรียกบุตรของพ่อค้าเกวียนมา แล้วกล่าวว่า
เราทั้งสองคงไปพร้อมกันไม่ได้ดอก นาย เนื่องด้วยหญ้า และน้ำ ต้องใช้เป็นจำนวนมาก
ท่านจะไปก่อนหรือไปภายหลัง
บุตรของพ่อค้าเกวียนคิดว่า
การที่เราไปก่อนนั้น จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหนทางที่ไป จะไม่มีฝุ่นหรือหนทางขรุขระ
พวกโคก็จักได้กินหญ้าที่โคตัวอื่นยังไม่เคยกิน แม่น้ำจักใส เมื่อเราไปก่อน
เราจักตั้งราคาตามใจชอบได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า
เราจะไปก่อน ส่วนท่านไปภายหลังเถิด
พระโพธิสัตว์คิดว่า ดีแล้ว
เพราะการไปทีหลังนั้น ก็มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย เพราะว่า คนที่ไปก่อน ต้องทำถนนหนทางที่ขรุขระให้เสมอเรียบ
เราไปภายหลังจักสบาย โคที่ไปก่อนจักกินหญ้าแก่และแข็ง ส่วนเราไปภายหลัง
โคของเราจักได้กินหญ้าอ่อนที่งอกขึ้นมาใหม่ สถานที่ไม่มีน้ำคงมีอีกมาก
คนที่ไปข้างหน้า ก็ต้องขุดบ่อทำให้มีน้ำขึ้นมา เราไม่ต้องลำบากในการขุดน้ำบ่อ ส่วนการตั้งราคาก่อน
ย่อมเป็นสิ่งที่ขัดใจมนุษย์ เราไปภายหลัง
จักขายสินค้าตามราคาที่คนก่อนตั้งราคาเอาไว้แล้ว
พระโพธิสัตว์วิเคราะห์ถึงประโยชน์ของการไปทีหลังอย่างนี้แล้ว
จึงกล่าวกะบุตรของพ่อค้าเกวียนว่า ท่านจงไปข้างหน้าเถิด
บุตรพ่อค้าเกวียนไปตามเส้นทางจากถิ่นที่อยู่ของมนุษย์
ไปสู่เส้นทางกันดาร
ธรรมดาว่า
ความกันดารนั้น มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ 1.กันดารเพราะโจร 2.กันดารเพราะสัตว์ร้าย 3.กันดารเพราะขาดน้ำ 4.กันดารเพราะอมนุษย์ 5.กันดารเพราะขาดแคลนอาหาร
ในกันดาร ๕ อย่างนั้น หนทางที่พวกโจรซุ่มอยู่ชื่อว่ากันดารเพราะโจร ทางที่มีเสือเป็นต้น ชุกชุม ชื่อว่ากันดารเพราะสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ สถานที่ที่ไม่มีน้ำอาบหรือน้ำกิน ชื่อว่ากันดารเพราะขาดน้ำ ทางที่อมนุษย์สิงอยู่ ชื่อว่ากันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่ สถานที่ซึ่งเว้นจากของควรเคี้ยวอันเกิดแต่หัว เป็นต้น
เช่น เผือก มัน
ชื่อว่ากันดารเพราะอาหารน้อย
บุตรพ่อค้าเกวียน สั่งให้ตั้งตุ่มน้ำใหญ่ ไว้บนเกวียนเป็นจำนวนมาก
เพื่อเดินทางผ่านทางกันดาร หลายร้อยกิโล เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนมาถึงทางกันดาร
ที่พวกอมนุษย์ มีคนป่าอาศัยอยู่ คิดว่า เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้คนเหล่านี้
หมดแรงเพราะขาดน้ำ แล้วค่อยกินพวกมันทั้งหมด จึงทำทีมีเนื้อตัวชุ่มด้วยน้ำและโคลน
ประดับดอกอุบลและโกมุท
มีผมเปียกและผ้าเปียกนั่งมาบนยานน้อยนั้น
เดินสวนทางมา.
พวกอมนุษย์ผู้เป็นบริวาร ทำทีเดินไปมาข้างหน้าและข้างหลัง มีผมเปียกและผ้าเปียก ประดับดอกอุบลและดอกโกมุท ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก
เคี้ยวกินเหง้าบัว
มีหยาดน้ำและโคลนหยด ได้พากันเดินทางสวนทางไป.
พวกอมนุษย์กล่าวกะ บุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น
การที่พวกท่านบรรทุกตุ่มน้ำมาเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางล่าช้า ข้างหน้ามีแต่น้ำ
แม้แต่ซอกหิน ก็ยังเต็มไปด้วยน้ำ ทำไมท่านไม่เทน้ำเหล่านี้ ทิ้งเสียเล่า
การเดินทางของท่านก็จะรวดเร็วขึ้น เพราะความที่ตนเป็นคนไม่รอบคอบ จึงเชื่อคำของเหล่าอมนุษย์นั้น
จึงสั่งให้ทุบตุ่มทั้งหมดไม่เหลือน้ำแม้สักฟายมือเดียวแล้วขับเกวียนไป ข้างหน้าน้ำแม้มีประมาณหยดเดียว ก็ไม่ได้มี พวกพ่อค้าเกวียน เมื่อไม่ได้น้ำดื่มพากันลำบากมาก คนเหล่านั้นพากันไปจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงปลดเกวียน พักเกวียนให้เป็นวงแล้วผูกโคที่ล้อเกวียน
พวกโคไม่มีน้ำกิน อาหารก็ไม่มีให้แก่พ่อค้าเกวียน พวกพ่อค้าทั้งหมด หมดกำลัง
เผลอหลับไป ในที่นั้น ในเวลากลางคืน พวกอมนุษย์ได้ติดตามมาข้างหลัง จับกินเนื้อโคและมนุษย์เหล่านั้น เหลือแต่ซากกระดูก แล้วจึงพากันไป ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดถึงแก่ความตาย
เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียน ที่ไม่รอบคอบ กระดูกมือเป็นต้นได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่ เกวียน
๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่พักอยู่ตามเดิม
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนออกไปแล้ว รอเวลาอยู่ประมาณครึ่งเดือน
จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงปากทางกันดารโดยลำดับ พอไปถึงปากทางกันดาร พระโพธิสัตว์สั่งให้คนตักน้ำให้เต็มตุ่มทั้งหมด
จากนั้นกำชับคาราวานว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้สั่ง พวกท่านอย่าได้เทน้ำ แม้เพียงแค่ฝามือเดียว
ชื่อว่าต้นไม้ ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ มีพิษเป็นจำนวนมาก ย่อมมีในทางกันดาร ท่านทั้งหลายไม่เคยกินในกาลก่อน
มีอยู่เป็นจำนวนมาก
พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามเรา พวกท่านก็อย่าได้เคี้ยวกิน เป็นอันขาด แล้วพากันออกเดินทาง
เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงระหว่างทางกันดาร
พวกอมนุษย์ก็ใช้อุบายอย่างเดิม เหมือนเคยที่ได้ใช้มากับบุตรของพ่อค้าเกวียน
พระโพธิสัตว์พอเห็น ท่าทางของพวกอมนุษย์
จึงวิเคราะห์ว่า ทางกันดารนี้แหละ
ไม่มีน้ำ ชนเหล่านี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัวคนแปลกหน้า มีนัยน์ตาแดง
แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ
พระโพธิสัตว์นั้น กล่าวกะพวกอมนุษย์นั้นว่า พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า เราต้องเดินทางอีกยาวไกล ตราบใดเราไม่เห็นน้ำ
เราจะไม่มีทางเทน้ำทิ้งเด็ดขาด พวกท่านจงล่วงหน้าไปเถิด
เมื่อพวกอมนุษย์ไปแล้ว
กลุ่มพ่อค้าทั้งหมด จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า เจ้านาย คนเหล่านั้นกล่าวว่า ป่าเขียวขจีมีอยู่ข้างหน้า ฝนตกเป็นประจำ
แต่ละคนสวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดน้ำและโคลนไหลหยดมา
พวกเราเทน้ำทิ้ง แล้วไปตักน้ำข้างหน้ากันเถิด จะทำให้การเดินทางไวขึ้น
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน ให้คนทั้งหมดประชุมกันแล้วถามว่า พวกท่าน เคยได้ฟังมาจากใครหรือว่า
ในที่กันดารนี้ มีสระน้ำหรือสระโบกขรณี.
คนทั้งหลายกล่าวว่า เจ้านาย
ไม่เคยได้ยิน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
ที่ตรงนี้ได้ชื่อว่ากันดาร เพราะไม่มีน้ำ ตอนนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่าเขียวขจีนั้น ฝนตกประจำ
ธรรมดาว่าลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย.
พระโพธิสัตว์ถามต่อว่า พวกท่านเคยถูกลมกับฝนกระทบร่างกายในการเดินทางมา
มีบ้างไหม?
คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์ถามต่ออีกว่า ธรรมดาก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า ในที่ประมาณ ๓
โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์ถามว่า ในบรรดาพวกเรา
มีใครเห็นก้อนเมฆสักก้อนหนึ่งไหม
คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มี ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ธรรมดาสายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย. ในที่ประมาณ ๔-๕ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. บรรดาท่านทั้งหลาย มีใครที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้าบ้าง?
คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ธรรมดาเสียงเมฆจะได้ยินในที่มีประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย. ในที่ ๑-๒ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ก็บรรดาท่านทั้งหลาย มีใครได้ยินเสียงเมฆบ้าง?
คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านั้นหรือ ?
คนทั้งหลาย. ไม่รู้จักขอรับ.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ คนเหล่านั้นเป็นอมนุษย์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งน้ำ ทำให้พวกเราอ่อนกำลังแล้วจะเคี้ยวกิน บุตรพ่อค้าเกวียนซึ่งไปข้างหน้า หากไม่สังเกตให้รอบคอบ
ป่านนี้คงถูกพวกนี้กินไปหมดแล้ว เกวียนทั้งหลายของพวกที่มาก่อน คงจอดอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างหน้านี้แหละ
เราจักได้เห็น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทิ้งน้ำแม้มาตรว่าฝายมือหนึ่ง เราจงรีบเดินทางออกจากที่นี้กันเถอะ
เป็นดั่งที่ พระโพธิสัตว์คิดเอาไว้
เดินทางมาได้หน่อยหนึ่ง เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม
จอดอยู่ มีกระดูกคาง นิ้วเป็นต้นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ จึงให้ปลดเกวียน
ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ
ให้คนและโคกินอาหารเย็น ให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางคนทั้งหลายตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง มือถือดาบ
ตั้งการอารักขาตลอดราตรีทั้ง ๓ ยามยืนเท่านั้น ไม่นอน จนอรุณขึ้น.
วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์ทำกิจเสร็จแต่เช้าตรู่
ให้โคทั้งหลายกินแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย ให้ถือเอาเกวียนที่แน่นหนา ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตามที่ปรารถนา
ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า ได้พาบริวารของตนทั้งหมดกลับไปยังนครของตนตามเดิม
พระพุทธเจ้าได้สรุปเรื่องนี้
เอาไว้ว่า ผู้มีปกติยึดถือโดยการคาดคะเน ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างนี้ ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือความความจริงเป็นที่ตั้ง
มีสติ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จในกาลทุกเมื่อ
อปัณณกชาดก. ขุ.ชา. 55/1/159-166.
พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน
เที่ยวค้าขายจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ในเมืองพาราณสี มีบุตรของพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง
เป็นคนไม่ค่อยรอบคอบ เตรียมตัวไปค้าขายอีกเมืองหนึ่งด้วย พระโพธิสัตว์เตรียมบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500
เล่ม พร้อมจะเดินทางไปค้าขาย ส่วนบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่งก็เตรียมสินค้าเอาไว้
500 เล่ม เช่นเดียวกัน
พระโพธิสัตว์คิดว่า
การไปพร้อมกันพร้อมกับบุตรพ่อค้าเกวียนนี้ ต้องสร้างความยุ่งยาก ทั้งข้าวปลาอาหาร
หญ้าของโคก็จักไม่เพียงพอ พระโพธิสัตว์จึงเรียกบุตรของพ่อค้าเกวียนมา แล้วกล่าวว่า
เราทั้งสองคงไปพร้อมกันไม่ได้ดอก นาย เนื่องด้วยหญ้า และน้ำ ต้องใช้เป็นจำนวนมาก
ท่านจะไปก่อนหรือไปภายหลัง
บุตรของพ่อค้าเกวียนคิดว่า
การที่เราไปก่อนนั้น จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะหนทางที่ไป จะไม่มีฝุ่นหรือหนทางขรุขระ
พวกโคก็จักได้กินหญ้าที่โคตัวอื่นยังไม่เคยกิน แม่น้ำจักใส เมื่อเราไปก่อน
เราจักตั้งราคาตามใจชอบได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า
เราจะไปก่อน ส่วนท่านไปภายหลังเถิด
พระโพธิสัตว์คิดว่า ดีแล้ว
เพราะการไปทีหลังนั้น ก็มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย เพราะว่า คนที่ไปก่อน ต้องทำถนนหนทางที่ขรุขระให้เสมอเรียบ
เราไปภายหลังจักสบาย โคที่ไปก่อนจักกินหญ้าแก่และแข็ง ส่วนเราไปภายหลัง
โคของเราจักได้กินหญ้าอ่อนที่งอกขึ้นมาใหม่ สถานที่ไม่มีน้ำคงมีอีกมาก
คนที่ไปข้างหน้า ก็ต้องขุดบ่อทำให้มีน้ำขึ้นมา เราไม่ต้องลำบากในการขุดน้ำบ่อ ส่วนการตั้งราคาก่อน
ย่อมเป็นสิ่งที่ขัดใจมนุษย์ เราไปภายหลัง
จักขายสินค้าตามราคาที่คนก่อนตั้งราคาเอาไว้แล้ว
พระโพธิสัตว์วิเคราะห์ถึงประโยชน์ของการไปทีหลังอย่างนี้แล้ว
จึงกล่าวกะบุตรของพ่อค้าเกวียนว่า ท่านจงไปข้างหน้าเถิด
บุตรพ่อค้าเกวียนไปตามเส้นทางจากถิ่นที่อยู่ของมนุษย์
ไปสู่เส้นทางกันดาร
ธรรมดาว่า
ความกันดารนั้น มีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ 1.กันดารเพราะโจร 2.กันดารเพราะสัตว์ร้าย 3.กันดารเพราะขาดน้ำ 4.กันดารเพราะอมนุษย์ 5.กันดารเพราะขาดแคลนอาหาร
ในกันดาร ๕ อย่างนั้น หนทางที่พวกโจรซุ่มอยู่ชื่อว่ากันดารเพราะโจร ทางที่มีเสือเป็นต้น ชุกชุม ชื่อว่ากันดารเพราะสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ สถานที่ที่ไม่มีน้ำอาบหรือน้ำกิน ชื่อว่ากันดารเพราะขาดน้ำ ทางที่อมนุษย์สิงอยู่ ชื่อว่ากันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่ สถานที่ซึ่งเว้นจากของควรเคี้ยวอันเกิดแต่หัว เป็นต้น
เช่น เผือก มัน
ชื่อว่ากันดารเพราะอาหารน้อย
บุตรพ่อค้าเกวียน สั่งให้ตั้งตุ่มน้ำใหญ่ ไว้บนเกวียนเป็นจำนวนมาก
เพื่อเดินทางผ่านทางกันดาร หลายร้อยกิโล เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนมาถึงทางกันดาร
ที่พวกอมนุษย์ มีคนป่าอาศัยอยู่ คิดว่า เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้คนเหล่านี้
หมดแรงเพราะขาดน้ำ แล้วค่อยกินพวกมันทั้งหมด จึงทำทีมีเนื้อตัวชุ่มด้วยน้ำและโคลน
ประดับดอกอุบลและโกมุท
มีผมเปียกและผ้าเปียกนั่งมาบนยานน้อยนั้น
เดินสวนทางมา.
พวกอมนุษย์ผู้เป็นบริวาร ทำทีเดินไปมาข้างหน้าและข้างหลัง มีผมเปียกและผ้าเปียก ประดับดอกอุบลและดอกโกมุท ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก
เคี้ยวกินเหง้าบัว
มีหยาดน้ำและโคลนหยด ได้พากันเดินทางสวนทางไป.
พวกอมนุษย์กล่าวกะ บุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น
การที่พวกท่านบรรทุกตุ่มน้ำมาเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางล่าช้า ข้างหน้ามีแต่น้ำ
แม้แต่ซอกหิน ก็ยังเต็มไปด้วยน้ำ ทำไมท่านไม่เทน้ำเหล่านี้ ทิ้งเสียเล่า
การเดินทางของท่านก็จะรวดเร็วขึ้น เพราะความที่ตนเป็นคนไม่รอบคอบ จึงเชื่อคำของเหล่าอมนุษย์นั้น
จึงสั่งให้ทุบตุ่มทั้งหมดไม่เหลือน้ำแม้สักฟายมือเดียวแล้วขับเกวียนไป ข้างหน้าน้ำแม้มีประมาณหยดเดียว ก็ไม่ได้มี พวกพ่อค้าเกวียน เมื่อไม่ได้น้ำดื่มพากันลำบากมาก คนเหล่านั้นพากันไปจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงปลดเกวียน พักเกวียนให้เป็นวงแล้วผูกโคที่ล้อเกวียน
พวกโคไม่มีน้ำกิน อาหารก็ไม่มีให้แก่พ่อค้าเกวียน พวกพ่อค้าทั้งหมด หมดกำลัง
เผลอหลับไป ในที่นั้น ในเวลากลางคืน พวกอมนุษย์ได้ติดตามมาข้างหลัง จับกินเนื้อโคและมนุษย์เหล่านั้น เหลือแต่ซากกระดูก แล้วจึงพากันไป ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดถึงแก่ความตาย
เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียน ที่ไม่รอบคอบ กระดูกมือเป็นต้นได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่ เกวียน
๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่พักอยู่ตามเดิม
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนออกไปแล้ว รอเวลาอยู่ประมาณครึ่งเดือน
จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงปากทางกันดารโดยลำดับ พอไปถึงปากทางกันดาร พระโพธิสัตว์สั่งให้คนตักน้ำให้เต็มตุ่มทั้งหมด
จากนั้นกำชับคาราวานว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้สั่ง พวกท่านอย่าได้เทน้ำ แม้เพียงแค่ฝามือเดียว
ชื่อว่าต้นไม้ ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ มีพิษเป็นจำนวนมาก ย่อมมีในทางกันดาร ท่านทั้งหลายไม่เคยกินในกาลก่อน
มีอยู่เป็นจำนวนมาก
พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามเรา พวกท่านก็อย่าได้เคี้ยวกิน เป็นอันขาด แล้วพากันออกเดินทาง
เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงระหว่างทางกันดาร
พวกอมนุษย์ก็ใช้อุบายอย่างเดิม เหมือนเคยที่ได้ใช้มากับบุตรของพ่อค้าเกวียน
พระโพธิสัตว์พอเห็น ท่าทางของพวกอมนุษย์
จึงวิเคราะห์ว่า ทางกันดารนี้แหละ
ไม่มีน้ำ ชนเหล่านี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัวคนแปลกหน้า มีนัยน์ตาแดง
แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ
พระโพธิสัตว์นั้น กล่าวกะพวกอมนุษย์นั้นว่า พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า เราต้องเดินทางอีกยาวไกล ตราบใดเราไม่เห็นน้ำ
เราจะไม่มีทางเทน้ำทิ้งเด็ดขาด พวกท่านจงล่วงหน้าไปเถิด
เมื่อพวกอมนุษย์ไปแล้ว
กลุ่มพ่อค้าทั้งหมด จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า เจ้านาย คนเหล่านั้นกล่าวว่า ป่าเขียวขจีมีอยู่ข้างหน้า ฝนตกเป็นประจำ
แต่ละคนสวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดน้ำและโคลนไหลหยดมา
พวกเราเทน้ำทิ้ง แล้วไปตักน้ำข้างหน้ากันเถิด จะทำให้การเดินทางไวขึ้น
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน ให้คนทั้งหมดประชุมกันแล้วถามว่า พวกท่าน เคยได้ฟังมาจากใครหรือว่า
ในที่กันดารนี้ มีสระน้ำหรือสระโบกขรณี.
คนทั้งหลายกล่าวว่า เจ้านาย
ไม่เคยได้ยิน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
ที่ตรงนี้ได้ชื่อว่ากันดาร เพราะไม่มีน้ำ ตอนนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่าเขียวขจีนั้น ฝนตกประจำ
ธรรมดาว่าลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย.
พระโพธิสัตว์ถามต่อว่า พวกท่านเคยถูกลมกับฝนกระทบร่างกายในการเดินทางมา
มีบ้างไหม?
คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์ถามต่ออีกว่า ธรรมดาก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า ในที่ประมาณ ๓
โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์ถามว่า ในบรรดาพวกเรา
มีใครเห็นก้อนเมฆสักก้อนหนึ่งไหม
คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มี ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ธรรมดาสายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย. ในที่ประมาณ ๔-๕ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. บรรดาท่านทั้งหลาย มีใครที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้าบ้าง?
คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ธรรมดาเสียงเมฆจะได้ยินในที่มีประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย. ในที่ ๑-๒ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ก็บรรดาท่านทั้งหลาย มีใครได้ยินเสียงเมฆบ้าง?
คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์. ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านั้นหรือ ?
คนทั้งหลาย. ไม่รู้จักขอรับ.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ คนเหล่านั้นเป็นอมนุษย์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งน้ำ ทำให้พวกเราอ่อนกำลังแล้วจะเคี้ยวกิน บุตรพ่อค้าเกวียนซึ่งไปข้างหน้า หากไม่สังเกตให้รอบคอบ
ป่านนี้คงถูกพวกนี้กินไปหมดแล้ว เกวียนทั้งหลายของพวกที่มาก่อน คงจอดอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างหน้านี้แหละ
เราจักได้เห็น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทิ้งน้ำแม้มาตรว่าฝายมือหนึ่ง เราจงรีบเดินทางออกจากที่นี้กันเถอะ
เป็นดั่งที่ พระโพธิสัตว์คิดเอาไว้
เดินทางมาได้หน่อยหนึ่ง เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม
จอดอยู่ มีกระดูกคาง นิ้วเป็นต้นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ จึงให้ปลดเกวียน
ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ
ให้คนและโคกินอาหารเย็น ให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางคนทั้งหลายตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง มือถือดาบ
ตั้งการอารักขาตลอดราตรีทั้ง ๓ ยามยืนเท่านั้น ไม่นอน จนอรุณขึ้น.
วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์ทำกิจเสร็จแต่เช้าตรู่
ให้โคทั้งหลายกินแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย ให้ถือเอาเกวียนที่แน่นหนา ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตามที่ปรารถนา
ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า ได้พาบริวารของตนทั้งหมดกลับไปยังนครของตนตามเดิม
พระพุทธเจ้าได้สรุปเรื่องนี้
เอาไว้ว่า ผู้มีปกติยึดถือโดยการคาดคะเน ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างนี้ ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือความความจริงเป็นที่ตั้ง
มีสติ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จในกาลทุกเมื่อ
อปัณณกชาดก. ขุ.ชา. 55/1/159-166.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น