บทความนี้ เป็นการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่นักเรียนไทย เรียนภาษาไทยมานาน แต่ก็ยังพูดไม่ได้
ผลลัพธ์ของการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทย ค่อนข้างใช้เวลานาน แต่นักเรียนก็ยังพูดไม่ได้ ฟังไม่ได้ ทั้งๆที่กระบวนการเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงปริญญาตรี เมื่อนับเวลาแล้ว ร่วมสิบกว่าปี เราใช้เวลานานมากในการเรียน แต่ทว่าผลแห่งการเรียน ก็ยังใช้การไม่ได้
สาเหตุของการเรียนภาษาอังกฤษ แต่ผลลัพธ์นักเรียนก็ยังพูดไม่ได้ ฟังไม่ได้ บางคนไม่กล้าหรืออายที่จะติดต่อกับชาวต่างชาติ เพราะไม่มั่นใจกับความรู้ที่ตัวเองได้เรียนมา กลัวพูดผิด กลัวพูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์ การเรียนได้ผลช้าหรือนาน ขึ้นอยู่กับกระบวนการ เพราะกระบวนการคือตัวเชื่อมระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ให้มาบรรจบพบกัน หากเหตุไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ก็ไม่ถูกต้องด้วย ในที่นี้ จะขอยกเหตุอันนำไปสู่ผลลัพธ์ ของการเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่ประสบผลสำเร็จ เอาไว้ 4 ประเด็นหลักๆ คือ
1.ผู้ถ่ายทอด หรือผู้สอน การสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลายแห่ง แม้จะเป็นเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษ แต่อาจารย์ผู้สอน ก็ยังบรรยายด้วยภาษาไทย เนื้อหาภาษาอังกฤษ แต่เนื้อหาที่นักเรียนได้รับ กลายเป็นการเรียนภาษาอังกฤษภาคภาษาไทย หรือฝึกฟังภาษาไทยในคาบภาษาอังกฤษ จึงทำให้นักเรียนแทบไม่ได้ทักษะในด้านการฟัง หรือคำศัพท์ ที่มาจากการฟัง การฟังและการสนทนา เป็นทักษะที่ทำให้หูและลิ้นเกิดความคุ้นชินกับภาษาอังกฤษ การบรรยายภาษาอังกฤษด้วยภาษาไทย อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการพูดภาษาอังกฤษแบบสำเนียงภาษาไทย เช่น อินเตอร์เนชั่นแนล ออเร้นจุ้ย อินเตอร์เรสติง เป็นต้น คำศัพท์เหล่านี้ มักเป็นคำออกเสียงเพี้ยนในรูปแบบภาษาไทย ซึ่งภาษาอังกฤษสำเนียงไทย มีความแตกต่างจากภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาอย่างสิ้นเชิง ในแง่ของการเน้นเสียงหนัก-เบา หรือการออกเสียง s ท้ายคำ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องฝึกให้ชิน
2.กระบวนการสอน การเรียนภาษาอังกฤษเป็นทักษะ สร้างความเคยชิน หมายความว่า ผู้เรียนต้องฝึกพูด ฝึกฟัง ฝึกเขียนให้มากที่สุดหรือให้บ่อยที่สุด จนเกิดเป็นทักษะหรือความเคยชิน ไม่ใช่ไปรับฟังจากอาจารย์อย่างเดียว กระบวนการที่ผิดพลาด ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผิดได้เช่นกัน ความจริงการเรียนภาษาอังกฤษ ต้องเรียนแบบวิธีธรรมชาติ นักเรียนต้องเรียนการฟัง และการพูด สองอย่างนี้ให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาเรียนแกรมมาร์และการเขียนในภายหลัง เหมือนเราเรียนภาษาท้องถิ่น เราก็ฝึกการฟังมาจากการพูดคุยจากพ่อแม่ เพื่อนๆ หรือในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยมาเรียนภาษาไทยในโรงเรียน แต่กระบวนการเรียนในโรงเรียน เรามักจะสอนให้รับรู้ด้วยตา อ่านหนังสือ แต่ไม่ค่อยได้สอนให้เรียนรู้ด้วยทักษะการฟัง และพูด กระบวนการเรียนภาษาใดๆ ก็ตามแบบธรรมชาติคือเรียนด้วยหูและลิ้น มากกว่าเรียนด้วยตาเป็นเบื้องต้น
ทั้งกระบวนการข้อที่ 1 และ 2 เราสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นั้นก็คือ ทุกวันนี้ หนทางในการเรียนโดยการเอาเทคโนโลยีมาช่วย ทำให้กระบวนการที่ 1 และ 2 ที่ยังบกพร่อง ดีขึ้นมาได้ เพราะใน Youtubeหรือ Application เรียนภาษาอังกฤษจำนวนมาก มีช่องทางในการเรียนภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ มีบทสนทนาภาษาอังกฤษหลากหลายรูปแบบ ที่ให้นักเรียนสามารถฝึกพูดตาม ทำให้เกิดความเคยชินในการพูด และมีนิทานเรื่องง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์ยากจนเกินไป ทำให้เราเกิดทักษะในการฟัง และฝึกคำศัพท์ ทั้งกระบวนการที่ 1 และ 2 เป็นป้จจัยภายนอก ที่เราสามารถแก้ไขได้จากสิ่งทดแทนหรือเติมเต็มจากครูผู้สอน
3.กระบวนการที่สาม เป็นเรื่องของความสนใจของผู้เรียนเอง เรียกว่าเป็นแรงขับ เป็นเรื่องของหลักอิทธิบาท 4 หากผู้เรียนไม่ชอบการเรียนภาษาอังกฤษ คือ 1.ไม่มีฉันทะ ความพอใจ ไม่มีเป้าหมาย หรือความสนใจที่จะเรียนรู้ อาจารย์จะบังคับ ขู่เข็ญก็เป็นเรื่องยาก และไม่มีความมุ่งมั่น ไม่ฝึกฝน เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่ายของผู้เรียน เรียนไปได้สักพักก็จะละทิ้ง 2.ไม่มีความวิริยะอุตสาหะ ที่จะแสวงหาความรู้ใดๆ เพิ่มเติม 3.จิตตะ เป็นเรื่องของการหมั่นทบทวน หมั่นฝึกฝน 4.วิมังสา ต้องสอนตนเองหรือเตือนตัวเองให้ได้ว่า จะทำอย่างไรทำให้ตัวเองเก่งภาษาอังกฤษ หรือเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองเรียนให้เข้าใจ หากผู้เรียนละเลยเพิกเฉยกับวิธีการในอิทธิบาท ทั้ง 4ข้อ ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ยกตัวอย่าง เด็กๆหลายคนชอบเล่นเกม เพราะเกมมันสนุก เล่นแล้วเพลิน แต่ก็มีเด็กหลายคน ที่อาศัยช่องทางอย่างอื่น เป็นเครื่องมือในการเรียนภาษาอังกฤษ เล่น ดูหนัง ฟังเพลงหรือเล่นเกมที่เป็นภาษาอังกฤษ ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ตัวเองชอบโดยมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อสาร ก็จะทำให้เก่งได้ การหาเหตุผลมาสนับสนุนแนวคิดของตัวเองว่า ต่อให้เราไม่เก่งหรือไม่รู้ภาษาอังกฤษ ก็ไม่มีผลอะไรกับตนเองทั้งสิ้น หน้าที่การงาน การเงิน หรือความมั่นคงต่างๆ เมื่อไม่มีผลกระทบใดๆ ทำไมจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้ตัวเองลำบากเปล่าๆ
อะไรที่เราทำด้วยความชอบ สิ่งนั้นจะทำให้เรารู้สึกเรียนแบบไม่ต้องอาศัยแรงกดดัน มีคนไทยเป็นจำนวนมากเก่งภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องไปเรียนถึงต่างประเทศ ก็เพราะอาศัยความชอบ และความสนใจที่จะเรียน เป็นฐาน
กระบวนการที่สามนี้ เป็นปัจจัยภายใน ที่หาสิ่งแทนมาแก้ไขไม่ได้เลย นอกจากผู้เรียนจะต้องตื่นรู้ และเตือนตัวเอง ที่จะขวนขวายด้วยตัวเอง อุปมาเหมือน เด็กที่อิ่มแล้ว ต่อให้อาหารจะวางตรงหน้า มีความอร่อยมากแค่ไหน เด็กก็หาได้มีความอยากไม่ ต่อให้กระบวนการที่ 1 และ 2 จะดีแค่ไหน หากเด็กไม่รับ ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ตรงกันข้าม หากกระบวนการที่ 1 และ 2 ไม่ดีอย่างไร แต่หากเด็กมีความสนใจเรียน มีเป้าหมาย ภาษาอังกฤษจึงเป็นแรงขับให้กับคนที่จำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษ เพราะหน้าที่การงาน หรือการเรียนบังคับ เขาจะหาสิ่งที่ขาดหายมาทดแทนเอง
4. ตัวเนื้อหาภาษาอังกฤษเอง สิ่งที่เป็นเงื่อนไขในภาษาอังกฤษ และไม่มีในภาษาไทย นี้แหละ คือความยาก เพราะเราไม่เคยชิน และคุ้นเคย กับภาษาอีกระบบหนึ่ง เช่น การออกเสียง th การเน้นเสียงหนัก-เบา กริยา 3 ช่อง และการทำหน้าที่ของคำ ภาษาอังกฤษ 1 คำศัพท์ อาจมีหน้าที่หลายอย่าง หากผู้เรียนไม่เข้าใจส่วนที่เป็นหน้าที่ของคำนาม หรือกริยา ก็อาจทำให้การนำเอาคำศัพท์ไปใช้ที่ไม่ถูกต้อง จะนำไปเขียนก็ไม่ถูก จะพูดก็ไม่ถูก เช่น หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ กับ ฉันสนใจหนังสือเล่มนี้ The book is interesting กับ I am interested in the book. คำว่า interest ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ข้อปลีกย่อยเหล่านี้ ทำให้ผู้เรียนคิดว่า มันยาก ข้อที่ 4 นี้เป็นผลพวงที่จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษยาก พอคิดว่ามันยาก ก็ไม่อยากเรียน
ทั้ง 4 กระบวนทัศน์นี้ เป็นต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ต่อกระบวนการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลไวหรือช้า เพราะแต่ละข้อก็จะมีข้อปลีกย่อยออกไปอีก เหมือนรากฝอย ที่เชื่อมโยงไปหากันและกัน
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น