บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ep.02 อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา #อุบายสอนลูกของท่านเศรษฐี


                                                         

อายโกศลอุบาย 

เป็นการสร้างอุบายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นเทคนิคในการสอนหรือใช้กลวิธีแบบชาญฉลาด

                                                

อุบายสอนลูกของท่านเศรษฐี

๑. ที่มาของเรื่อง

ในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมข้อหนึ่ง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหลักปรัชญาของปราชญ์                 เหล่าจื้อ นักปราชญ์ชาวจีน ก็คือ หลักอุเบกขาธรรม และหลักอกรรม การสอนด้วยการไม่ให้รู้สึกว่าสอน นับว่าเป็นอุบายที่ไม่ทำให้ผู้ถูกสอนมีความรู้สึกว่า ตัวเองได้รับการถูกสอนด้วยการบังคับ แต่เป็นการสอนโดยให้ใช้วิจารณญาณด้วยตนเอง ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ให้มีโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง น้ำขุ่นยิ่งคนยิ่งขุ่น แต่เมื่อปล่อยวางทิ้งเอาไว้ น้ำขุ่นย่อมตกตะกอนเอง บางคราวอุบายในการสอน ย่อมมีเทคนิคในการเลือกใช้อุปกรณ์แตกต่างกัน  

อนาถปิณฑิกะเศรษฐีเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา มีความเคารพและเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามาก จึงพยายามคิดค้นหาอุบายในการที่จะดึงบุตรชายคนเดียวของตนให้มานับถือพระพุทธศาสนา นางมหาสุภัททา นางจุลสุภัททา และนางสุมนาเทวี ลูกสาวทุกคนใจบุญสุนทานตามบิดา ยกเว้นบุตรชายเพียงคนเดียว ที่เป็นลูกไม้ไกลต้น จะมีอุบายใดที่ท่านเศรษฐีจะสอนลูกชายเพียงคนเดียวไม่ให้มีความรู้สึกว่าเขาถูกบังคับ นับเป็นกุศโลบายผู้เป็นพ่อแม่ที่สอนลูก โดยไม่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าว เพียงแต่ให้เขารู้สึกว่า เขาโตพอที่จะตัดสินอะไรได้ด้วยตนเอง แต่บางครั้งก็ต้องมีอุบายในการสอน ลำพังการตกปลาอาศัยเพียงแค่เบ็ดอย่างเดียว ย่อมไม่ได้ผล ต้องมีเหยื่อล่อ โดยธรรมชาติปลาไม่เคยกินเบ็ด แต่ปลากินเหยื่อ แต่เพราะมีเบ็ดเกี่ยวกับเหยื่อ ปลาเลยต้องติดเบ็ด อุบายคือเบ็ด วิธีการคือเหยื่อ

 ๒. ใจความสำคัญของเรื่อง

          อนาถปิณฑิกะเศรษฐีมีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อว่ากาละ[1] เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในเรื่องการทำบุญสุนทาน ถึงแม้บิดาจะเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่เคยไปวัดทำบุญ ฟังธรรม แม้แต่กิจการภายในเรือน ส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าที่ของลูกสาว กาละไม่ได้สนใจหรือช่วยแบ่งเบาภาระอะไรเลย แม้บิดาจะพูดเกลี้ยกล่อมว่า “เจ้าจงทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนั้น” แต่กาละก็ไม่เคยเชื่อคำแนะนำของบิดาเลย

           เมื่อท่านเศรษฐีปริวิตกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกชาย จึงคิดว่า “เจ้ากาละนี้ เมื่อเป็นคนมิจฉาทิฐิ ย่อมมีอเวจีเป็นไปในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้อยู่ เห็นอยู่ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ย่อมไม่เป็นผลดี ขึ้นชื่อว่าคนที่ไม่อยู่ในอำนาจของเงินทองในโลกนี้ หาได้ยาก ทิฐิของกาละต้องทำลายด้วยเงิน”.

เมื่อวินิจฉัยเหตุได้ถูกต้อง ผลย่อมถูกต้องตามมาด้วย อุปมาเหมือนหมอวินิจฉัยโรค เมื่อวินิจฉัยได้ถูกจึงไม่ยากที่จะรักษาอาการของโรค บัดนี้ท่านเศรษฐีได้ทำการวิเคราะห์อาการป่วยของบุตรชาย ที่จะได้ทำการรักษา จึงออกอุบายลวงด้วยเหยื่อ บุคคลตกเบ็ดได้ปลาเพราะอาศัยเหยื่อฉันใด เบ็ดที่ตกทำให้กาละอยู่ในอำนาจก็ต้องอาศัยเหยื่อคือเงิน ฉันนั้น

เมื่อมีโอกาส ท่านเศรษฐีเลยพูดกับกาละว่า “กาละเอ๋ย พ่อจะจ้างเจ้าไปวัด ๑๐๐ กหาปณะ เพื่อไปฟังธรรม” เหมือนดังที่ท่านเศรษฐีคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด ไม่มีใครที่ไม่อยู่ในอำนาจของเงินทองได้ กาละเหมือนปลาที่กำลังหลงเหยื่อที่ท่านเศรษฐีกำลังยื่นให้

กาละ. พ่อจะเอาเงินให้ผมจริง ๆ หรือ?

เศรษฐี. ถูกต้องแล้ว พ่อจะเอาเงินให้เจ้า

กาละนั้นรับปากท่านเศรษฐีถึง ๓ ครั้ง ว่าจะไปวัดเพื่อฟังธรรม รักษาศีล แต่เมื่อไปถึงวัด เขากลับหาที่นอน ไม่ได้ไปฟังธรรม หรือรักษาศีลอุโบสถเหมือนอย่างที่ได้รับปากพ่อเอาไว้ พอตอนเช้าก็กลับบ้าน กาละจึงได้งานคือไปวัด กลับมาก็มารับค่าจ้าง เมื่อท่านเศรษฐีเห็นกาละ กลับมาจากวัด ท่านเศรษฐีกล่าวกับคนใช้ว่า “บุตรของเราได้เป็นผู้รักษาอุโบสถ  ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปลาอาหารเป็นต้น มาตระเตรียมให้เขาโดยเร็ว”

          กาละปฏิเสธบิดาว่า “พ่อยังไม่ได้ให้เงินแก่ผมเลย ตราบใดที่ผมยังไม่ได้เงิน ผมจะไม่ทานข้าว” ท่านเศรษฐีเมื่อลูกชายได้ทวงถามเอาเงินเช่นนี้ จึงได้เอาถุงเงินมอบให้ตามสัญญา ส่วนกาละเมื่อได้เงินแล้ว จึงทานข้าว

          การให้เงินแก่กาละ ๑๐๐ นับเป็นขั้นแรกของอุบาย ที่ท่านเศรษฐีต้องการจะดึงบุตรชายของตนให้เข้าสู่พระศาสนา เมื่อแผนการขั้นที่ ๑ ผ่านไป ท่านเศรษฐีจึงได้ คิดวางแผนในขั้นตอนต่อไป

          ต่อมาในวันรุ่งขึ้น เศรษฐีจ้างเขาไปยังวัดอีก พร้อมกำชับว่า “พ่อจะให้เงินแก่เจ้า ๑,๐๐๐ กหาปณะ แต่เจ้าต้องไปนั่งตรงหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า จำเอาบทธรรมะมาบทหนึ่ง แล้วมารับเงินไป” กาละก็เหมือนเด็กวัยหนุ่มทั่วไป ที่ยังมีความคึกคะนองในวัย เพราะอยากได้เงินจากบิดา เขาจึงรับปาก ไปวัด นั่งตรงพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า  ไม่ได้สนใจธรรมแม้แต่บทหนึ่ง แล้วหนีไปยืนฟังอยู่ที่อื่น ต่อมาท่านเศรษฐีจ้างให้จำบทธรรมะแล้วเอาเงินให้บทละ ๑,๐๐๐ กาละรับคำทันที วันรุ่งขึ้นไปนั่งใต้ธรรมาสน์เช่นเดิม คราวนี้ไม่นั่งหลับ ใจจดใจจ่อทีเดียว พยายามกำหนดเนื้อหาของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อจะจำเอามาก ๆ ไปแลกค่าจ้าง

พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้เขาลืม เมื่อลืมก็ตั้งใจจำบทต่อ ๆ ไปอย่างนี้ไปจนจบ ดูเหมือน             พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อโปรดเขาโดยเฉพาะ เมื่อจบพระธรรมเทศนา เขากลับจำเนื้อความได้หมดและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

ในวันรุ่งขึ้น นายกาละนั้นไปสู่กรุงสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ท่านเศรษฐีพอเห็นเขาก็คิดว่า “วันนี้ เราพึงพอใจการกระทำของกาละยิ่งนัก” แม้กาละนั้นก็ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า “วันนี้ บิดาของเราอย่าให้เงินแก่เราต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเลย              ทำอย่างไรถึงจะปกปิดความที่เรารักษาศีลอุโบสถ เพราะต้องการเงิน”

แต่พระพุทธองค์ทรงทราบความที่กาละนั้นรักษาศีลอุโบสถเพราะได้รับค่าจ้างจากบิดา ท่านเศรษฐีให้ถวายข้าวต้มแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว เสร็จแล้วจึงให้คนใช้เอาข้าวต้มมาให้แก่กาละ ส่วนกาละนั่งก้มหน้าทานอาหารอย่างเดียว

หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงทำภัตรกิจเสร็จแล้ว  ท่านเศรษฐีสั่งให้คนใช้เอาถุงเงินวางไว้ตรงหน้าบุตรชาย แล้วพูดว่า “นี่ถุงเงินที่พ่อบอกว่าจะให้เจ้าเมื่อเจ้าไปรักษาศีลอุโบสถ จงรับเอาไว้ นี้ทรัพย์หนึ่งพันของเจ้า.”

กาละเมื่อเห็นถุงเงินที่บิดาของตนให้เฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์ รู้สึกละอายใจ จึงพูดขึ้นว่า “ผมไม่ต้องการเงินเหล่านี้แล้ว” แม้บิดาจะบอกว่า “เจ้าจงรับไปเถอะ” แต่เขาก็ยังยืนยันปฏิเสธที่จะรับเงินจากบิดาเช่นเดิม

ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์พึงพอใจลูกชายเป็นอย่างมาก”  

พระศาสดาตรัสถามว่า “มีเหตุอะไร ท่านเศรษฐี”

จึงกราบทูลว่า “ในวันก่อน บุตรของข้าพระองค์นี้ แม้ข้าพระองค์จะบอกว่า “พ่อจะให้เงินแก่เจ้า ๑๐๐ เพื่อให้ไปวัด ไปฟังธรรม ในวันรุ่งขึ้น เมื่อไม่ได้เงิน ก็ไม่ยอมทานอะไร แต่วันนี้ เขาไม่ต้องการเงินที่ข้าพระองค์ให้เลย น่าอัศจรรย์ใจจริงหนอ พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสว่า “เป็นเช่นนั้น ท่านเศรษฐี. วันนี้ อริยทรัพย์คือโสดาปัตติผลของกาละ บุตรชายของท่าน ประเสริฐกว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ กว่าสมบัติในเทวโลก และพรหมโลก”

พระศาสดาตรัสอริยทรัพย์ ๗ ประการ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นทรัพย์ที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์[2]

          อุบายแบบยิงปืนนัดเดียว ได้นก ๒ ตัวนี้ นอกจากจะได้ลูกชายเป็นคนดีแล้ว ท่านเศรษฐียังใช้ทรัพย์ต่อทรัพย์ ให้ลูกได้อริยทรัพย์อันประเสริฐในพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ การได้เป็นพระอริยบุคคล การใช้ทรัพย์เป็นเหยื่อล่อ ให้ลูกชายหันกลับมาทำความดี เป็นการใช้เงินต่อทุน เป็นความฉลาดในการลงทุนสร้างทางชีวิตที่ดีให้แก่บุตรชาย ปูทางเพื่อให้บุตรชายหลุดพ้นจากอบาย พระโสดาบันอย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นนักคิดหาเหตุ  สังเกตหาผล รู้ว่า ลูกอยากได้อะไรมาก จึงยอมเสียสิ่งนั้น เพื่อแลกสิ่งที่ดีกว่า แต่ที่ดีกว่านั้นสำหรับท่านเศรษฐี คือ ท่านมองว่า  อริยทรัพย์ ย่อมประเสริฐกว่าโลกิยทรัพย์  ดังนั้น จะเสียเท่าไรไม่ว่า  ขอให้ลูกกลับมาเป็นคนดีก็พอ

 ๓. อธิบายความ

การใช้อุบายนี้จัดเป็นอายโกศล หรือเป็นกุศโลบายซึ่งแตกต่างจากอุบายในเรื่องอื่น ๆ ที่มักใช้อุบายไปใช้ในทางลบ หรือเล่ห์เหลี่ยมเพื่อการทำลาย แต่อุบายในเรื่องนี้เป็นการสร้างกุศโลบายในเชิงสร้างสรรค์ เป็นความชาญฉลาดของพ่อแม่ ที่ต้องการสอนลูก โดยไม่ให้ลูกมีความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกสอน สิ่งที่พ่อแม่สอน มักจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ลูกส่วนใหญ่อยากจะทำ พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นคนดี อุบายสอนลูกของท่านเศรษฐีในการที่จะทำให้บุตรชายของตนใกล้ชิดพระศาสนาสำเร็จด้วยทรัพย์ แม้บัณฑิตทั้งหลายต่างยอมรับว่า ผู้มีปัญญาย่อมทำให้เป้าหมายของตนสำเร็จด้วยทรัพย์ ส่วนคนพาลมักถูกทำลายด้วยอำนาจแห่งทรัพย์ แม้ในปัจจุบันทรัพย์ก็เป็นเครื่องมือหรือกุญแจสำคัญที่ทำให้เป้าหมายของคนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ดูเหมือนอุบายของท่านเศรษฐีไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแค่เข้าใจธรรมชาติกิเลสของคน มหาสมุทรไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ฉันใด ใจมนุษย์ปุถุชนก็ไม่เคยอิ่มด้วยความอยาก  ฉันนั้น 

อุบายนี้เกิดขึ้นด้วยความรักของผู้เป็นพ่อที่ปรารถนาดีต่อลูก ในพระพุทธศาสนามารดาบิดาท่านเปรียบเสมือนพระพรหมของบุตร ที่มีวิหารธรรมเป็นเครื่องปกป้องรักษาบุตรของตนคือ                มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความหวังของพ่อแม่ก็คือ ปรารถนาให้ลูกเป็นคนดี มีศีลธรรม ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีการใด เรามักจะเห็นพ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกมีการศึกษาที่ดี มีคู่ครองที่ดี มีการงานทำที่มั่นคง และเป็นคนดีมีศีลธรรม ดวงจันทร์และพระอาทิตย์ทำให้กลางวันและกลางคืนสมบูรณ์แบบฉันใด พ่อและแม่ก็ทำให้ชีวิตของลูกสมบูรณ์แบบฉันนั้น

วัตถุประสงค์หลักของการใช้อุบายในเรื่องนี้ ก็เพื่อเป็นการสอนลูก อันเป็นหน้าที่ที่ผู้เป็นมารดาบิดาต้องทำ การใช้อุบายในเรื่องนี้เป็นการใช้ความฉลาดในการแก้ปัญหา อันเป็นหลักการใช้โยนิโสมนสิการ หลักในการแก้ปัญหาของเศรษฐีก็คือการตีโจทย์ได้อย่างถูกต้อง ใช้กิเลสเป็นสะพานไปหาอุบายสอนลูก รู้ว่าธรรมชาติของมนุษย์ชอบอะไร ก็นำสิ่งนั้นเป็นอุบายในการสอน อีกทั้งท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น คือเป็นพระโสดาบัน การนำอุบายไปใช้ทางที่ผิดหรือขัดแย้งกับหลักคำสอนของพระพุทธองค์จึงไม่ใช่วิสัยของอริยะ การใช้อุบายสอนลูกในเรื่องนี้เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว จึงเป็นอายโกศลโดยแท้



[1] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๒/๒๗๐-๒๗๓.

[2] ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๑. องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๔๗/๗๖.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues