เบี้ยแลกขุน
ผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจมนุษย์อยู่ทุกกาล
เพื่อให้ผลประโยชน์ของตนเองสำเร็จตามวัตถุประสงค์
บางครั้งมนุษย์ก็ไม่ได้สนใจวิธีการได้มา ว่าจะถูก ผิด ชั่ว ดี อาศัยความโลภของตนเป็นที่ตั้ง
เพราะฉะนั้น
จึงมีคำโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่า “เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์
ก็ต้องเอาด้วยคาถา” เป็นเครื่องยืนยันถึงการให้ความสำคัญกับเป้าหมาย
โดยไม่ได้สนใจกระบวนการที่จะต้องได้มา ถึงแม้จะต้องเล่นแร่แปรธาตุก็ตาม
บางครั้งความสำเร็จนั้นถึงขั้นต้องแลกด้วยชีวิตของใครสักคนหนึ่ง เพื่อทำให้กลุ่มของตนเองไปถึงเป้าหมายนั้น เสียงกระซิบแห่งกิเลสบอกให้มนุษย์ทำ น้อยนักที่มนุษย์จะขัดขืน ไม่ยอมทำตามส่วนใหญ่มักจะทำ เพราะสิ่งที่จะได้รับเป็นผลตอบแทน มันหอมหวาน และน่าหลงใหล อุบาย “แลกเบี้ย เพื่อให้ได้ลาภ” ที่เหล่าเดียรถีย์ใช้ในครั้งนี้นับว่าน่ากลัว เพราะพุ่งเป้าการใส่ร้ายป้ายสี หากผู้พิพากษาคดีไม่อยู่ในคุณงามความดีด้วยแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องยาก ที่จะชำระมลทินได้ ครั้นจะให้ต่อสู้กันด้วยหลักคำสอน ก็ดูเหมือนยังห่างไกลจากหลักธรรมที่พระศาสดาตรัสรู้ ในเมื่อสู้กันซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้ ก็ต้องแทงข้างหลัง การใส่ร้ายป้ายสีให้มัวหมอง ถึงแม้อาจดูไม่ค่อยฉลาด แต่อุบายนี้นำมาใช้ทุกยุคทุกสมัย เพราะคนที่มีปัญญาน้อยยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก และคนเหล่านี้พร้อมที่จะเชื่อทันที การจะหาคนเขลามาเป็นมวลชนนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก แต่ไหนแต่ไรมา คนที่มีสติปัญญา ครุ่นคิดก่อนจะเชื่อ มีจำนวนน้อย
เมื่อครั้งที่พระศาสดาประทับอยู่เมืองสาวัตถี
ณ วัดพระเชตวันเหล่านักบวชเดียรถีย์ที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ ลาภสักการะที่ผู้คนเคยบูชาก็น้อยลง
ผู้คนที่เคยศรัทธาตนเอง ก็หันไปนับถือพระพุทธศาสนา เป็นเหตุทำให้ตนเองอับแสง
ขาดคนเคารพบูชา จึงได้เข้าไปหานางสุนทรี[๔๖]
ผู้เป็นศิษย์ ถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับนางทำนองน้อยเนื้อต่ำใจว่า
“สุนทรีเอ๋ย เธอสามารถจะทำประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นดุจญาติของเธอได้หรือไม่?”
นางสุนทรีถามว่า
“ดิฉันจะทำอะไรให้แก่พระผู้เป็นเจ้าได้ ถึงแม้จะแลกด้วยชีวิต
ดิฉันก็สามารถกระทำได้” คำพูดของนางสุนทรีเหมือนกุญแจปลดล็อกความเศร้าโศกของเหล่านักบวชเดียรถีย์
พวกนักบวชเดียรถีย์ได้วางอุบายเอาไว้แล้ว
โดยที่สุนทรีก็ไม่รู้ว่า เหล่าเดียรถีย์จะมีแผนการอย่างไรต่อไป
แต่สำหรับเดียรถีย์แล้ว นางสุนทรีคือหมากตัวสำคัญในแผนงานนี้ ชีวิตของนางสุนทรีนั้นไร้ค่านัก
เมื่อแลกกับผลประโยชน์ของนักบวชเดียรถีย์ แผนการลับ ลวง พราง ก็เริ่มขึ้น
เดียรถีย์.สุนทรีเอ๋ย
ถ้าเช่นนั้นเธอจงไปสู่วัดพระเชตวันเนือง ๆ เถิด
นางสุนทรีรับคำของพวกเดียรถีย์ปริพาชกได้ไปยังพระวิหารเชตวันเนือง
ๆ เมื่อพวกเดียรถีย์ปริพาชกรู้ว่า มีคนเป็นจำนวนมากเห็นนางสุนทรีปริพาชิกาเข้าออกวัดพระเชตวันประจำ
ได้พยานรับรู้ว่านางสุนทรีไปยังวัดพระเชตวัน จึงได้วางแผนจ้างพวกนักเลง ให้ไปฆ่านางสุนทรีเอาศพหมกไว้ใกล้วัดพระเชตวัน
อำพรางศพเพื่อให้คนรู้ว่า พระภิกษุต้องเป็นคนฆ่านางสุนทรีอย่างแน่นอน แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลทันที
และได้ร้องทุกข์แก่พระองค์ว่า “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พวกเราไม่เห็นนางสุนทรีมาหลายวันแล้ว
พวกเราจึงมาร้องทุกข์” พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า “พระคุณเจ้า พวกท่านสงสัยว่านางอยู่ที่ไหนเล่า?
เดียรถีย์.
เราสงสัยว่า นางน่าจะอยู่ในวัดพระเชตวัน ขอถวายพระพร
คำพูดของพวกเหล่าเดียรถีย์ตรงกับคำให้การของประชาชนที่ได้พบเห็นนางสุนทรีเข้าออกวัดพระเชตวันเป็นประจำ
ในช่วงเวลาวิกาล
พระเจ้าปเสนทิโกศล.
ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นหานาง ในวัดพระเชตวันเถิด
เมื่อได้โอกาส
พวกเดียรถีย์ปริพาชก สั่งให้คนค้นทั่ววัดพระเชตวันแล้ว ค้นหานางสุนทรี พวกเดียรถีย์สั่งขุดศพนางสุนทรีออกมาจากคู
ตามที่ตนสั่งให้พวกนักเลงฆ่าหมกศพไว้ ยกศพวางไว้บนเตียง แห่ศพไปทั่วพระนคร
เพื่อให้ชาวพระนครได้โจษจัน เริ่มแผนการโฆษณาชวนเชื่อ การใส่ร้ายป้ายสีก็เริ่มขึ้น
พวกชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริง ต่างโจษจันและคิดไปต่าง ๆ นานา บ้างก็เชื่อ
บ้างก็เกิดความสงสัย จริงหรือไม่จริงแต่ก็นับว่าทำให้ประชาชนไขว้เขวได้เป็นอย่างมาก
อาศัยหลักฐานพยานและประสบการณ์ จริงหรือเท็จ เพราะเต็มไปด้วยลับ ลวง พราง
อาศัยสถานการณ์นี้ ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของเดียรถีย์ ปล่อยให้เป็นผู้พิพากษาตามความเห็น
คนเขลาเป็นจำนวนมาก มักจะออกความเห็นมากกว่าความรู้ ส่วนพวกเดียรถีย์เมื่อได้โอกาส
ใส่ร้ายป้ายสี ใส่สีตีไข่ชี้นำประเด็นให้คนคล้อยตาม กลายเป็นเจ้าทุกข์ สร้างวาทกรรมต่าง
ๆ เพื่อโจมตีใส่ร้ายพระภิกษุต่าง ๆ นานา
“พวกท่าน
จงดูการกระทำของเหล่าสมณศากยบุตรเถิด คนเหล่านี้ไม่มีความละอาย ทุศีล
มีธรรมเลวทราม พูดเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้เสื่อมไปแล้ว
ความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน คนเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ
สมณศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหม
คนเหล่านี้เสพกามกับนางสุนทรีแล้วกลับฆ่านางปิดปากเสีย”
วาทกรรมเหล่านี้
ฟังดูมีเหตุผล ทำให้ชาวเมืองสาวัตถีหลงเชื่อว่าสาวกของพระศาสดาฆ่าปิดปากนางสุนทรี ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง
ๆ นานานับว่าแผนการที่ได้วางเอาไว้ ได้ผลเกินคาด เสียสาวกเท่ากับเสียเบี้ยตัวหนึ่งเพื่อแลกกับขุน
ชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่หูเบา ขาดวิจารณญาณหลงเชื่อข่าวลือ ตามที่เหล่าเดียรถีย์ได้วางอุบายเอาไว้
ชาวบ้านในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุต่างด่าทอบ้าง มีการทำร้ายร่างกายบ้าง
มีการทบกระทั่งกันบ้าง ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัว
ในยุคข้อมูลข่าวสารที่สลับซับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่า
ผู้ส่งสารต้องการให้ผู้รับสารรับรู้ข่าวด้านใด อุบายใช้คนอื่นให้นินทาว่าร้าย
เป็นอุบายของคนอ่อนแอ ที่มักใช้ต่อสู้กับคนที่มีกำลังมากกว่า หากจะสู้ซึ่ง ๆ หน้า คนอ่อนแอย่อมไม่มั่นใจในพละกำลังของตนเอง
ก็ต้องหาอุบายชกใต้เข็มขัด เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ
ตอนเช้า
เหล่าพระภิกษุ ถือบาตร ไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ชาวบ้านบางส่วนก็ด่าด้วยวาจาหยาบคาย
เหล่าพระภิกษุนำเอาความนี้มากราบทูลแก่พระศาสดา พระองค์ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เสียงด่าของชาวบ้าน จักอยู่ได้ไม่นาน พวกเขาจะด่าเพียงแค่ ๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วันไปแล้ว
คำด่าก็จักหายไป พระองค์ได้ทรงแนะวิธีตอบโต้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น
ท่านทั้งหลายจงโต้ตอบด้วยความจริง แก่ชาวบ้านผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ด่า
บริภาษ เบียดเบียนด้วยพระดำรัสว่า
“คนที่พูดไม่จริง
หรือคนที่ทำบาปกรรมแล้วพูดว่า ตนเองมิได้ทำ
ย่อมเข้าถึงนรก
คนแม้ทั้งสองพวกนั้น มีกรรมเลวทราม
ละโลกนี้ไปแล้ว
ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า” ฯ
เมื่อชาวบ้านพากันด่าพระภิกษุด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย
พระภิกษุก็จะโต้ตอบด้วยคำพูดที่พระศาสดาได้ทรงสอนมา เมื่อผู้คนได้ฟัง ต่างก็พากันฉุกคิดว่า
“สมณศากยบุตรเหล่านี้บอกว่าตนไม่ได้ทำความผิด สมณศากยบุตรเหล่านี้บอกว่าตนไม่ได้ทำบาป”อย่างน้อยคำพูดตอบโต้เหล่านี้ก็เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่รับรู้ข้อมูลด้านเดียว
ได้ฉุกคิด เสียงด่าทอได้ ๗ วันเท่านั้น พอครบ ๗ วันแล้วก็หายไป
ตามที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้จริงๆ คราวนั้น พระภิกษุหลายรูปพากันไปเฝ้าพระศาสดาถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เล่าถึงเหตุน่าอัศจรรย์ใจ
ที่เหตุการณ์สงบลงภายใน ๗ วัน เหล่าพระภิกษุที่ได้มาเข้าเฝ้าได้กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว พระองค์ได้ตรัสว่า
เสียงด่านั่นจักมีอยู่ไม่นาน ล่วง ๗ วันแล้วก็จักหายไป เสียงด่านั้นหายไปแล้วจริง ๆ
พระเจ้าข้า”
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว
ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ชนทั้งหลายผู้ไม่สำรวมแล้ว
ย่อมทิ่มแทงชนเหล่าอื่นด้วยวาจา
เหมือนเหล่าทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงกุญชร ผู้เข้าสงครามด้วย
ลูกศรฉะนั้น
ภิกษุผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ฟังคำอันหยาบคาย
ที่ชนทั้งหลายเปล่งขึ้นแล้ว พึงอดกลั้น
ฯ
ในฝ่ายบ้านเมือง
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ไม่ได้มีอคติต่อคดีความ ต่อมาส่งราชบุรุษออกติดตามหาตัวฆาตกรที่สังหารโหดนางสุนทรี เมื่อทำการสืบสวนในทางลับแล้ว ก็พบว่าคดีนี้มีใบสั่ง ส่วนพวกฆาตรกรที่สังหารนางสุนทรีคือพวกนักเลงสุรา
เมื่อทำการจับกุมนักเลงสุราเหล่านี้แล้ว ก็ได้นำตัวไปถวายพระราชา เมื่อถูกสอบสวนพวกเขาก็ได้รับสารภาพว่าถูกว่าจ้างโดยพวกเดียรถีย์ให้ฆ่านางสุนทรีแล้วนำศพของนางไปซุกซ่อนไว้ที่ใกล้วัดพระเชตวัน
พระราชาจึงมีรับสั่งให้พวกฆาตกรเหล่านี้ตระเวนไปร้องป่าวประกาศจนทั่วเมืองว่า “นางสุนทรีนี้ ถูกพวกเราฆ่า เพื่อต้องการจะใส่ร้ายพระสมณโคดม โทษของพระสาวกของพระสมณโคดมไม่มี เป็นโทษของพวกเราฝ่ายเดียว”
ผู้คนที่เคยหลงเชื่อต่างก็ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ทั้งพวกเดียรถีย์และพวกฆาตกรต่างได้รับโทษทัณฑ์ทางอาญาในข้อหาฆ่าคน มีพุทธดำรัสสอนเอาไว้
ลาภสักการะมักฆ่าคนเขลา เหมือนผลกล้วยเป็นเหตุให้ต้นกล้วยถูกตัด
ขุยไผ่เป็นเหตุให้ต้นไผ่ต้องตาย ดอกอ้อผลิดอกเพื่อฆ่าต้น แม่ม้าอัศดรย่อมตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตัวเอง[๔๗]
สิ่งเหล่านี้เกิดมาเพื่อทำลายตนเองให้พินาศ บัดนี้ความโลภในลาภสักการะชื่อเสียงได้ฆ่าเหล่านักบวชเดียรถีย์
สิ่งที่น่าคิด
หากเรื่องราวนี้ได้เกิดขึ้นแก่สังคมไทยปัจจุบัน
น่าจะมีการพิพากษาจากสังคมไปเรียบร้อยจากผู้ชี้เป้าคือนักข่าว ที่ต้องการขายข่าว และผู้ที่พยายามออกความเห็น
โดยไม่มีความรู้ สังคมอาจจะรีบสรุปตัดสินไปตามรูปคดี จากตาเนื้อบ้าง จากสำนวนข่าวบ้าง
เพื่อต้องการยอดขายหรือยอดกดไลค์ อคติ ๔ และหลักกาลามสูตร ยังคงเป็นหลักธรรมสำคัญสำหรับการรับข้อมูลข่าวสาร ข่าวลวงปลุกกระแสคนเขลาให้วิ่งไปตามกระแสได้ง่าย
วิธีการนี้ยังใช้ได้ผลในสังคมที่มักเสพข่าวลือ สังคมใดมักชอบเสพข่าวลือ
สังคมนั้นหาความจริงได้ยาก
อุบาย
“เบี้ยแลกขุน” เป็นการลงทุนที่ผิดพลาดเกินความจำเป็น สิ่งที่เหล่าเดียรถีย์ตัดสินใจทำลงไป
เพื่อหวังจะเอาเบี้ยไปแลกกับขุน นางสุนทรีจึงกลายเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่ง
ในเกมที่เหล่าเดียรถีย์หวังที่จะใช้เป็นตัวรุกเกมให้เข้าไปกินขุนของอีกฝ่ายหนึ่ง การเลือกใช้โอกาสให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุดจากเบี้ย
นางสุนทรีคือเบี้ย บนกระดานหมากรุก จะเป็นจะตายอย่างไร ต้องรักษาขุน ในฝ่ายของตนเอาไว้อย่างสุดชีวิต
ในขณะเดียวกันก็พยายามอยากจะเอาเบี้ยเพื่อเข้าไปหวังทำลายขุนของฝ่ายตรงกันข้าม
ไม่ว่าจะแลกเบี้ยไปกี่ชีวิต หรือด้วยวิธีการใด ผู้ใดที่มีสถานะเป็นเพียงเบี้ย
ก็มักมีจุดจบไม่ต่างอะไรกับนางสุนทรี
แผนการใช้นารีพิฆาตก็เคยล้มเหลวมาแล้ว
อุบายในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการกล่าวหา ใส่ร้ายด้วยการสร้างพยานเท็จ
เพื่อป้ายสี มักใช้ได้ง่ายในสังคมที่มักเชื่อข่าวลือ โดยพยายามดึงให้สังคมเข้ามาเป็นผู้พิพากษา
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถออกความเห็นได้ทุกเรื่อง
ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ตนเองไม่รู้ก็ตาม บางคราวก็เป็นการสร้างมวลชนของตนเอง
ขึ้นมาเป็นการชี้นำสังคมก็มี เพื่อให้ผลออกเป็นไปตามที่ตนเองตั้งเป้าเอาไว้
ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาถูกทำลายด้วยคนนอกศาสนา
ตั้งแต่องค์พระศาสดา พระสาวกองค์สำคัญเช่นพระมหาโมคคัลลานะ ที่ถูกคนต่างศาสนาจ้างคนมาฆ่า
สิ่งที่คนนอกศาสนาจะสามารถทำลายพระพุทธศาสนาได้นั่นก็คือศาสนบุคคล
แต่ศาสนธรรมหาได้ทำลายได้ไม่ ด้วยความที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดานั้นเป็นความจริงเที่ยงแท้
เมื่อเอาโดยไม่ได้ ก็ต้องเอาชนะด้วยเล่ห์กล
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ชีวิตของนางสุนทรีต้องจบลงด้วยอุบายตื้น
ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา ไม่คุ้มกับชีวิตที่จะต้องสูญเสียไป
เหมือนขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เป็นการลงทุนที่สูงมาก แต่กลับสูญเปล่า กลับมีผลระยะสั้นเหมือนไฟไหม้กองฟาง
ชื่อเสียงลาภสักการะของเหล่าเดียรถีย์ก็ยังคงอับแสงเหมือนหิ่งห้อยในเวลากลางวันดังเดิม
อาวุธสำหรับคนที่ด้อยศักยภาพตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันที่มักนิยมนำมาต่อสู้กับคนที่แข็งแรงกว่าก็คือการใส่ร้ายป้ายสี
เพื่อลดคุณค่าของฝ่ายตรงข้ามให้ต่ำลง วิธีการนี้บางครั้งก็ใช้ได้ผล
บางครั้งก็ล้มเหลว จิตที่เต็มไปด้วยความโลภ มักไม่ค่อยประณีต เพราะถูกกิเลสแต่งแต้ม
ทำให้มัวหมอง เป็นปกติของคนเขลามักสำคัญผิด เห็นชั่วเป็นดี น่าเสียดายความซื่อสัตย์ของนางสุนทรี
ถูกซ้อนแผนโดยถูกฆ่าปิดปาก ความซื่อสัตย์ของนางถูกมองเป็นได้แค่สะพานให้กลุ่มเดียรถีย์ก้าวไปหาผลประโยชน์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น