คำนำ
หนังสือ “ดวงตาเห็นธรรม”
เล่มนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านหลายท่าน สับสนในความหมาย ทำให้คิดว่า อ่านแล้วต้องบรรลุเป็นพระอริยบุคคลอย่างแน่แท้
คำว่า ดวงตาเห็นธรรม สำหรับผู้เขียน หมายมั่น ให้ผู้อ่านได้เห็นความเป็นธรรมชาติ
ปรัชญา คติที่แฝงเอาไว้ในเรื่องสั้น เรื่องเล่า และนิทานชาดกเหล่านี้ อันมีหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน
คำพูดใด คำสอนใด อันเป็นของเหล่าเทวดาและผู้รู้ทั้งหลาย
ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่เป็นไปเพื่อความโลภ โกรธและหลง
พระพุทธองค์ก็ทรงรับเป็นพุทธภาษิตด้วย “ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั่นก็เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์” พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่อยู่คู่ธรรมชาติ
มีธรรมชาติเป็นหน้าฉากและหลังฉาก ดังปรากฏในเรื่องราวของพระศาสดา ไม่ว่าจะคราวสมัยประสูติ
ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน พระพุทธองค์ล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับธรรมชาติทั้งสิ้น
ธรรมชาติจึงเป็นกัลยาณมิตรของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง
หลักคำสอน ซึ่งแฝงอยู่ในชีวิตแต่ละวัน
อาจจะเป็นกัลยาณมิตรที่พร้อมจะเป็นแผ่นที่ชีวิตให้กับผู้อ่าน
บุคคลจะเข้าถึงหลักปรัชญาเหล่านั้นได้มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า
มองให้เห็นธรรมหรือไม่ มองให้เข้าถึงธรรมหรือไม่ ยุคสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
“ดวงตาเห็นธรรม” อาจเป็นเมนูชีวิตที่ทำให้ย้อนมองดูตน แล้วพบความเรียบง่าย
ความสงบเย็น ที่อุดมไปด้วยปรัชญาคำสอนที่ผู้เขียนได้นำเสนอในรูปแบบเรื่องสั้น
นิทาน พร้อมทั้งเกร็ดของชีวิตที่น่าสนใจ ทั้งๆที่เรืองราวเหล่านี้
บางเรืองเป็นเรื่องจริง
สำหรับหนังสือเล่มนี้
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาพุทธจริยศาสตร์กับปัญหาสังคมร่วมสมัย
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ที่ผู้เขียนและนิสิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตชั้นปีที่
๒ รุ่นที่ ๕ ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆ อันเป็นนิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า ชาดก ที่แฝงไปด้วยคติธรรม
ปรัชญา จากน้ำคำกลายมาเป็นน้ำหมึก ผู้เขียนและนิสิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตต้องขอขอบคุณและขออภัยมายังแหล่งความรู้ต่างๆ
ที่นำเอามาอ้างอิง หรือต่อยอดความคิด บางเรื่องหาต้นตอแหล่งข้อมูลอ้างอิงไม่ได้
เพราะเป็นเรื่องเล่าบ้าง จากนิทานพื้นบ้านบ้าง
ท้ายที่สุดนี้ ขออนุโมทนา
กับคุณวนิดา กิตติธรานนท์ ที่ได้มีกุศลเจตนาในการอุปถัมภ์การพิมพ์
ขออานิสงส์ผลบุญที่เกิดจากการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ส่งผลให้ท่านและครอบครัวจงเกิดดวงตาเห็นธรรม
ในชีวิตและหน้าที่การงาน ให้เกิดสติปัญญา แก้ไขความวุ่นวาย ความขัดข้อง อันเกิดจากกุศลเจตนาในครั้งนี้
“ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าชนะการให้ทั้งปวง” เพราะธรรมคือแสงสว่างแห่งปัญญา
แสงสว่างใด จึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี (พุทธพจน์)
๑.
หัวโขน
“อย่าเป็นอะไรเลย
การเป็นอะไร ก็มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นแหละ ” หลวงพ่อชา
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว จะมีพิธีแห่พระพุทธรูปโบราณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความเคารพสักการะ
ไปรอบๆหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาทำบุญ ชาวบ้านจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้
วางไว้ บนหลังลา ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม
เวลาลาเดินผ่านไปทางใด
ผู้คนจะยกมือไหว้ พระพุทธรูปบนหลังลา แต่เจ้าลาคิดว่า ผู้คนต่างยกมือไหว้ตน เดินไปทางไหน
มีแต่คนยกมือไหว้ เจ้าลาผู้โง่เขลาก็ทึกทักเอาว่า ผู้คนยกมือไหว้ตน เกิดการผยองในศักดิ์ศรีตัวเองขึ้นมา
กระหยิ่มยิ้มในใจ ว่ามนุษย์ผู้ที่คิดว่าตัวเองสูงส่ง ยกมือไหว้ตน
หลายปีผ่านไป จนลาตัวนี้แก่ชรา เข้าสู่วัยเกษียณ ปลดละวางจากการถูกใช้งาน
ชาวบ้านก็เอาเจ้าลาตัวนี้ ผูกติดไว้กับเสา แล้วเอาเจ้าลาหนุ่มตัวใหม่มาทำพิธีแห่แทน
ลาแก่ชรา เห็นลาตัวหนุ่ม ที่ผู้คนต่างยกมือกราบไหว้ ได้บรรลุสัจธรรมแก่นแท้ของชีวิตว่า
ที่ผ่านมา ตนเองหลงคิดไปเองว่าผู้คนกราบไหว้ตน แท้ที่จริงแล้ว ชาวบ้านต่างกราบไหว้พระพุทธรูป
มาถึงเพลานี้ เจ้าลาหนุ่ม ที่ชาวบ้านยกให้เป็นพาหนะศักดิ์สิทธิ์นำขนบวนพระพุทธรูปตัวใหม่นี้
ยิ้มรับกับหัวโขน
ที่ชาวบ้านสวมให้อยู่ในขณะนี้ เดินไปทางไหน ผู้คนก็ยกมือไหว้ สัตว์ต่ำต้อยไร้ค่า แต่ได้รับเกียรติเช่นนี้ สิ่งใดเล่า
จะมีความสุขใจเท่าหัวโขนนี้ เหตุการณ์เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา ลาทุกตัวหลังถูกปลดระวาง
ได้แต่มองลาตัวใหม่ มาทำหน้าที่ของตน ตัวแล้วตัวเล่า พร้อมกับอุทานบอกตัวเองว่า
สมบัติผลัดกันชม
มนุษย์ลาบางคนในโลกนี้ มีความคิดเช่นนี้ ภาคภูมิใจกับหัวโขนที่เขาสวมใส่ให้
หยิ่งผยองกับหัวโขน และรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว อ้างว้าง ไร้อำนาจ ไร้คนคอยเอาอกเอาใจเหมือนแต่ก่อน
หากหัวโขนนั้นต้องส่งไม้ต่อให้คนหนุ่มสาวรับช่วงต่อไป หากคิดได้ ก็คงดี รู้ว่า
"หัวโขน" ที่สวมใส่ คือสิ่งสมมติ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากมีสติรู้เท่าทัน
ก็ไม่ต้องทุกข์ เวลาถอดหัวโขน แล้วให้คนอื่นสวมต่อ จะได้บอกตน เตือนตนว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนตัวละคร
แล้วเราเป็นคนนั่งดูคนอื่นเล่นในบทที่เราเคยเล่น จากรุ่นสู่รุ่น
หัวโขนหัวนี้ มีอานุภาพมาก สวมหัวใคร บางคราวเขาอยากร้องไห้
แต่เขาต้องฝืนยิ้ม และทำให้ใครบางคนเสียการทรงตัว ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
ต้องทำตามที่คนอื่นสั่ง ทั้งๆที่ไม่อยากทำ วันหนึ่งๆ หัวโขนนี้ทำให้เราเป็นอะไรมากกว่าที่เราเป็น
อยู่บ้าน เป็นพ่อ เป็นแม่ เดินออกจากบ้าน ไปร้านค้า ตัวเราเป็นลูกค้า
เดินออกจากร้านค้า โชคไม่ดี หกล้ม ไปโรงพยาบาล กลายเป็นคนป่วย
เดินทางกลับบ้านโดยรถบัส กลายเป็นผู้โดยสาร ไปถึงบ้าน พบพ่อแม่ เรากลายเป็นลูกไปทันที
ไปเจอน้า หัวโขนบอกว่าแกต้องเป็นหลาน ในแต่ละวัน เราเป็นอะไรมากกกว่าที่เราคิด หากไม่มีสติปัญญา
รู้เท่าทัน ย่อมยึดมั่นถือมั่นกับหัวโขนที่สวมใส่ เมื่อเสพติดหัวโขนมาก เหตุไฉน
จะไม่ทุกข์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น