นายช่างไม้ผู้ฉลาด
ปัญญาเป็นอาภรณ์ของนรชน ถึงสิ้นทรัพย์
ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญา แม้มีทรัพย์
ก็เป็นอยู่ไม่ได้.
กาลครั้งหนึ่ง มีเมืองแห่งหนึ่งชื่อวัฒนบุรี
และมีพระราชาผู้ปกครองเมืองชื่อมหาราชวัฒนาบุรี เมื่อพระเจ้ามหาราชวัฒนาบุรี
ได้สวรรคตลง พระราชโอรสของพระองค์ก็ได้สืบราชบัลลังก์แทน
ในบรรดาข้าราชบริพารของพระองค์นั้น มีแค่ 2 คนที่พระองค์ทรงไว้ใจ
นั่นก็คือช่างทาสีมหันต์ และนายช่างไม้มหิตา ทั้งสองมีฝีมือที่หาคู่แข่งได้ยาก แต่ทว่าทั้งสองคนไม่ถูกกัน
วันหนึ่งปุโรหิต เข้าไปเฝ้าพระราชา
กราบทูลว่า “เมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ข้าฯพุทธเจ้ากำลังจะเข้านอน
พระบิดาของพระองค์ได้ส่งเทพธิดามาหา ข้าฯพุทธเจ้าจึงได้ไปสวรรค์พร้อมกับเทพธิดา
เพื่อต้องการทราบว่าพระองค์นั้นปรารถนาสิ่งใดและได้พบว่าพระองค์นั้นเพียบพร้อมกว่าที่ข้าฯพุทธเจ้าคิดเอาไว้
และพระองค์ก็ยังได้ฝากจดหมายมาถึงพระองค์ด้วย นี้พะยะค่ะ จดหมาย”
พระราชาทรงอ่านจดหมาย “ลูกรัก
ตอนนี้พ่ออยู่บนสรวงสวรรค์ ที่นี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน เพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง
ยกเว้นสิ่งเดียวที่พ่อขาด คือปรารถนาจะสร้างวัด เพื่อถวายต่อองค์เทพ
แต่ที่นี้ไม่มีช่างฝีมือดีเลย พ่ออยากจะได้ช่างที่ฝีมือดีสักคนหนึ่ง
จึงได้ฝากสารฉบับนี้มา ท่านปุโรหิตเขารู้ว่า ใครคือผู้ที่เหมาะกับงานนี้
เพราะฉะนั้น พ่อจึงได้ฝากจดหมายมากับเขา”
เบื้องหลังแห่งการเข้าเฝ้าพระราชาในครั้งนี้
ช่างทาสีมหันต์ ได้ออกอุบายเอาไว้กับท่านปุโรหิต เพื่อที่จะกำจัดช่างไม้
โดยการยืมมือพระราชาได้สั่งหารช่างไม้
ส่วนพระราชา
เมื่อทรงอ่านจดหมายแล้ว ทรงดำริว่า “นี้ต้องเป็นจดหมายจากพระบิดาของเราแน่นอน
พระองค์ต้องการจะสร้างวัดเพื่อบูชาองค์เทพ สักวันเราต้องเข้าเฝ้าพระบิดาให้จงได้”
ดังนั้นพระองค์จึงรับสั่งเรียกให้นายช่างไม้มหิตามาเข้าเฝ้า ตรัสว่า “บิดาของข้าประทับอยู่บนสรวงสวรรค์กับองค์เทพ
มีความสุขมาก แต่พระองค์ปรารถนาอยากจะสร้างวัด
จึงอยากให้ข้าช่วยส่งเจ้าไปช่วยพระองค์ในการสร้างวัด”
นายช่างไม้มหิตาคิดว่า “ต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่”
คิดได้ว่า “ต้องเป็นฝีมือของช่างทาสีแน่ๆ ที่ต้องการกำจัดตน เราต้องคิดแผนการสักอย่างเพื่อรับมือกับเรื่องนี้”
นายช่างไม้ ทูลถามว่า “แล้วพระองค์จะให้หม่อมฉัน ไปหาพระบิดาของพระองค์เช่นไร” พระราชาตอบว่า
“เรื่องนี้ช่างทาสี เขารู้” พระราชาจึงเรียกให้ช่างทาสีเข้าเฝ้าด้วย
ช่างทาสีบอกว่า “นายช่างจะไปที่นั่น ต้องเอาอุปกรณ์คือไม้ไปด้วย
วิธีก็คือเอาไม้ล้อมช่างไม้เอาไว้ กองจนท่วมหัว แล้วสุ่มไฟ เพียงแค่นี้นายช่างไม้จะลอยขึ้นไปพร้อมกับควัน
พระพุทธเจ้าข้า”
นายช่างไม้คิดว่า “ช่างทาสีนี้
ต้องการจะเผาเราทั้งเป็น” จึงกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า
ขอเตรียมการเรื่องนี้ภายใน 7 วัน” หลังจากกลับไปที่บ้าน นายช่างไม้สั่งให้คนงานของตนขุดอุโมงค์จากบ้านตนเองไปยังลานพิธี
ภายใน 7 วันก็เป็นอันแล้วเสร็จ เมื่อครบ 7 วัน นายช่างไม้ก็สวมชุดผ้าใหม่อย่างดี
เพื่อที่จะไปเข้าเฝ้าพระราชบิดาของพระราชา หลังจากเข้าไปข้างในกองไม้ที่สุมกองท่วมหัว
ช่างสีก็สั่งให้คนงานเอาตะปูตอกไม้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้นายช่างออกมาได้
และทำการเผาไม้ ในขณะที่ผู้คนกำลังอลม่าน นายช่างไม้ก็มุดหนีทางอุโมงค์ที่ขุดเอาไว้
มาหลบที่บ้าน โดยไม่ยอมไปไหนเป็นเวลากว่า 3 เดือน ส่วนนายช่างสี ก็คิดว่านายช่างไม้คงเสียชีวิตไปแล้ว
จากการถูกเผา จึงคิดว่า” ต่อไปพระราชาคงโปรดปรานแต่เราเพียงผู้เดียว” เมื่อครบกำหนด
3 เดือน นายช่างไม้มหิตาจึงไปเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า “นี้เป็นจดหมายจากพระราชบิดาของพระองค์
หลังจากที่ข้าพระองค์ได้สร้างวัดเสร็จเรียบร้อย
พระราชบิดาต้องการผู้ที่เก่งในเรื่องทาสีวัด และจะรอช้าไม่ได้ ต้องรีบด่วน พะยะค่ะ”
พระราชาทรงตรัสถามนายช่างไม้ว่า “เจ้าเห็นสมควรประการใด” นายช่างไม้กราบทูลว่า
“เรื่องนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว โดยให้นายช่างสีนอนในโลง
และทำการเผา เพียงแค่นี้นายช่างก็จะลอยขึ้นไปตามควัน” หลังจากนั้นพระราชาเรียกให้นายช่างสีมาเข้าเฝ้าโดยด่วน
โดยนายช่างสีไม่ทันได้ตั้งตัว
พระราชาเห็นว่า “นายช่างไม้ก็ไปมาแล้วด้วยวิธีนี้
จึงทรงรับสั่ง ให้นายช่างสีนอนในโลงและยกเอาไปเผา พร้อมกับอุปกรณ์คือสี
จนในที่สุดนายช่างสีก็ถูกเผาตายบนกองไม้
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนเราได้เป็นอย่างดีว่า
คนมีปัญญา ต่อให้ภัยอันตรายอยู่ข้างหน้า ก็สามารถเอาตัวรอดจากการใช้สติปัญญา
พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ แต่สำหรับบางคนสร้างโอกาสให้เป็นวิกฤต
เพราะขาดสติและปัญญา ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “จะรู้ว่าบุคคลนั้นแกล้วกล้าหรือไม่
ก็ให้ดูตอนมีภัยมา จะรู้ว่าคนนั้นมีสติปัญญาหรือไม่ ให้ดูที่การเจรจา”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น