บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ep.04 อุบาย ลับ ลวง พราง ในพระพุทธศาสนา#พระเจ้าวิฑูฑภะ

 

อปายโกศล

ใช้ความฉลาดในความเสื่อม ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อสนองกิเลสของตนเองบ้าง      เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องบ้าง ดังมีปรากฏเป็นเรื่องราว ดังต่อไปนี้

                                 ตอน พระเจ้าวิฑูฑภะ

 “อย่าไปบอกใครต่อนะ” วลียอดฮิตที่ได้ยินจากปากของผู้กุมความลับเวลาจะนำไปบอกต่อคนอื่น เหมือนจะเชิงกำชับ แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งปกปิด คนยิ่งอยากรู้ ยิ่งห้าม คนยิ่งอยากเล่า ในที่สุดความลับก็รั่วไหล จากคนที่หนึ่ง เล่าสู่คนที่สอง และคนที่สาม ตามลำดับ จนทำให้เราได้ยินคำว่า “ความลับไม่มีในโลก”

ปรากฏการณ์ ส่งต่อความลับ ได้มีต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ โดยเฉพาะ เรื่องเลวทราม ต่ำช้า ของบุคคลอื่น ผู้ล่วงรู้ความลับ กลับอดใจไม่ไหวที่จะยอมเปิดปากปรึกษากับคนนั้น คนนี้ พร้อมๆ กับกำชับคู่สนทนาว่า อย่าบอกใครเด็ดขาด ความลับเมื่อบอกต่อบุคคลที่สอง มันก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แม้จะเป็นความลับ  แต่กลับไม่เคยมีใครปกปิดความลับได้มิดเลยแม้สักครั้ง พระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อจะยืนยันว่าความลับไม่มีในโลก จึงเตือนสติเป็นภาษิตว่า

“ชื่อว่าที่ลับในโลก ย่อมไม่มีแก่ผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่าเป็นความลับ”[๑๙]

เพราะคนพาลเป็นจำนวนมากสำคัญผิดคิดว่า ยังมีความลับ จึงกล้าที่จะทำความชั่ว สถานที่ลับ ทำให้ง่ายต่อการจะทำความชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีคนรู้ ดังเรื่อง วิฑูฑภราชกุมาร ที่มีเงื่อนงำความลับปกปิดซ่อนเอาไว้เป็นดุจเงาตามพระองค์ตั้งแต่วันประสูติกาล ที่เหล่าเจ้าศากยะออกอุบายลับลวงพราง แฝงผลประโยชน์ซ่อนอยู่ภายใต้ความลับ อย่างมีเงื่อนงำ นับแต่ประสูติกาลมา พระชนมชีพของวิฑูฑภราชกุมาร ประหนึ่งโรยด้วยกลีบกุหลาบ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อย่างหน่อเนื้อกษัตริย์ แต่ใครจะรู้หรือไม่ว่า เลือดของพระองค์  ขัดต่อวงศ์ของศากยะ  วิฑูฑภราชกุมารประหนึ่งหนามที่คอยทิ่มตา  เป็นจุดดำ บนผืนผ้าสีขาว ของหมู่ศากยกษัตริย์ ที่ไม่ทรงยอมรับว่าพระราชกุมารเป็นสายเลือดแห่งศากยวงศ์ นับวันความรู้สึกเกลียดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

“เลือดแห่งศากยะ  ต้องบริสุทธิ์เท่านั้น” เพราะมานะอย่างแรงกล้า  จึงไม่สามารถให้สายเลือดของตนไปเจือปนกับขัตติยวงศ์อื่นได้ เป็นความถือมั่นของสายโลหิตมาอย่างยาวนาน    พระเจ้ามหานาม แห่งศากยวงศ์จึงออกอุบาย เพื่อเป็นการตบตาพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยหวังว่า การยกธิดาที่เกิดจาก นางทาสีให้กับพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งแคว้นโกศลนั้น เป็นการตัดปัญหา แต่ทว่า ความลับใดๆย่อมยากแก่การปกปิด ไม่มีสัตว์ใดจะกินเนื้อราชสีห์ได้ นอกจากหนอนที่เกิดจากราชสีห์เอง ฉันใด ทิฎฐิที่เกิดจากความเป็นขัตติยมานะ ได้ทำลายเจ้าศากยะทั้งหลายเสียเอง ฉันนั้น เมื่อความเกลียดชัง ทำให้ความลับเปิดเผย ที่ตนเองพยายามซุกซ่อนเอาไว้ให้มิดชิด จนในที่สุดความลับแพร่งพรายออกมา

ความผิดพลาดนี้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้ามหานาม หรือคนรับใช้  เมื่อความลับไม่มีในโลก เหล่าเจ้าศากยะจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในครั้งนี้อย่างไร หรือปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ลับ ลวง พราง จึงเกิดขึ้น

 

วันหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงประทับยืนอยู่ตรงปราสาท ทอดพระเนตรไปยังถนนใน          พระนคร เห็นภิกษุหลายพันรูป ไปรับอาหารบิณฑบาตในคฤหาสน์ของเรือนท่านเศรษฐี เช่น ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี จูฬอนาถปิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา และนางสุปปวาสา  จึงตรัสถามมหาดเล็กว่า “พระคุณเจ้าเหล่านี้ กำลังไปที่ไหนกัน?”

มหาดเล็กกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ภิกษุเหล่านี้ ไปรับอาหารบิณฑบาต ในคฤหาสน์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทุก ๆ วัน ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหาสน์ของจูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐี ของนางวิสาขา นางสุปปวาสา เช่นเดียวกัน”

เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว พระองค์มีพระประสงค์จะถวายอาหารแก่ภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เองบ้าง จึงเสด็จไปวิหาร ทรงนิมนต์พระศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ถวายทานด้วยพระองค์เอง เป็นเวลาถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา พร้อมทั้งกราบทูลว่า

 “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมทั้งภิกษุ จงทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉัน เป็นนิตย์เถิด."

พระศาสดา: มหาบพิตร ปกติพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่รับภัตตาหารในที่แห่งเดียวเป็นประจำ เพราะยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ย่อมหวังการถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน.

พระราชา: ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ โปรดส่งภิกษุรูปหนึ่ง ไปประจำเถิด.

พระศาสดาได้ทรงมอบหมายให้พระอานนท์ดูแล

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ตลอดเจ็ดวัน แต่ในวันที่๘ เนื่องด้วยมีพระราชกรณียกิจมาก จึงไม่ได้จัดเจ้าหน้าที่เอาไว้ จึงทำให้เกิดการรอคอยนาน แม้ในวันต่อๆมา พระองค์ก็ทรงลืมอีก จึงเป็นเหตุทำให้พระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมาก ไม่รอ พากันหลีกไป ในที่สุดเหลือพระอานนท์เพียงแค่รูปเดียว รูปที่เหลือพากันกลับไปหมด

พวกราชบุรุษนิมนต์พระอานนท์เพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น ให้ฉัน ส่วนพระราชาเสด็จมาในเวลาที่พวกภิกษุหลีกไปหมดแล้ว เห็นภัตตาหารสำหรับถวายพระตั้งอยู่เหมือนเดิม จึงตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายไม่ได้มาหรอกหรือ?” เมื่อได้ทรงสดับว่า “พระอานนท์เถระมารูปเดียวเท่านั้น พระเจ้าข้า” ทรงพิโรธภิกษุทั้งหลายว่า “พระคุณเจ้า ไม่มีเยื่อใยต่อเราเพียงนี้เชียวหรือ” จึงเสด็จไปสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดแจงภัตตาหารเอาไว้ เตรียมถวายพระภิกษุเป็นจำนวนมาก ทราบมาว่า พระอานนท์เถระรูปเดียวเท่านั้นมารับ ส่วนภัตตาหารที่หม่อมฉันได้จัดเอาไว้ถวาย ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น พระคุณเจ้าไม่ให้ความสำคัญในพระราชวังของหม่อมฉันเลย มันมีเหตุอะไรหรือ”

พระศาสดาไม่ได้ตรัสว่าเป็นความผิดของพระราชาหรือของภิกษุ แต่ตรัสว่า “มหาบพิตร ภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์ เพราะเหตุเช่นนี้ พวกเธอจึงไม่สามารถที่จะไปได้”แล้วจึงตรัสว่า “มหาบพิตร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคยจากพระองค์ จึงไม่ไป ด้วยประการฉะนี้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสถึงตระกูลที่ไม่ควรเข้าไปใกล้ คือ เขาไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ, ไม่อภิวาทด้วยความเต็มใจ, ไม่ได้ปูที่นั่งรับรองด้วยความเต็มใจ, ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้, เมื่อของมีอยู่มาก ก็ให้แต่น้อย, เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของที่มีตำหนิ, แสดงอาการให้โดยไม่เคารพและแสดงอาการไม่ให้โดยความเคารพ, ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อแสดงธรรมอยู่ เขาก็ไม่ยินดีที่จะฟัง  ตระกูลที่ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ ภิกษุไม่ควรเข้าไปหา

พระราชาทรงดำริว่า “เราควรจะทำความคุ้นเคยกับพระภิกษุสงฆ์, เราจะทำอย่างไรดีหนอ?" ทรงดำริอีกว่า “เราควรขอพระธิดาในพระญาติของพระพุทธองค์มาเป็นพระมเหสีอีกสักพระองค์หนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและเหล่าสามเณร ก็จะมีความคุ้นเคยแล้วมายังพระราชสำนักของเราเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่า “พระราชาทรงเป็นพระญาติของพระพุทธองค์” เมื่อทรงดำริได้อย่างนี้ จึงส่งพระราชสาสน์ไปแคว้นศากยะว่า “ขอเจ้าศากยะทั้งหลาย จงประทานพระธิดา พระองค์หนึ่งแก่เราเถิด”แล้วมีพระราชดำรัสสั่งทูตด้วยว่า “ท่านจงถามด้วยว่า เป็นธิดาของเจ้าศากยะพระองค์ไหน”

เมื่อพวกทูตไปแล้ว ทูลขอเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งกับเจ้าศากยะตามพระราชสาสน์ของพระเจ้า ปเสนทิโกศล เจ้าศากยะต่างพากันประชุม สำหรับเจ้าศากยะแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ต่างพากันดำริว่า “พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นขัตติยะเชื้อสายอื่น เราจะยอมให้สายเลือดแห่งศากยะปนเปื้อนไม่ได้ แต่หากเราไม่ให้ พระองค์ก็จักทำให้เราพินาศย่อยยับ พวกเราควรทำอย่างไรดี” กล่าวกันว่าเมืองกบิลพัสดุ์เป็นเมืองอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นโกศล ดังที่พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เคยตรัสกับพระศาสดาว่า “พระองค์เป็นชาวแคว้นโกศล ส่วนหม่อมฉันก็เป็นชาวโกศลเหมือนกัน”

หลังจากเจ้าศากยะกำลังปรึกษาหาทางออกกันว่าจะต้องทำอย่างไร พระเจ้ามหานามคิดอุบายลวงได้ ตรัสว่า “หม่อมฉันมีธิดาอยู่องค์หนึ่ง ชื่อวาสภขัตติยา เป็นผู้มีรูปงามเลิศเกิดในท้องของนางทาสี พวกเราจักยกนางให้” จึงรับสั่งกะพวกทูตว่า “ดีละ พวกเราจักยกเจ้าหญิงผู้เกิดจากนางทาสี แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล อย่างน้อยก็ยังเป็นการรักษาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงเอาไว้ได้อยู่” ธรรมดาว่าวรรณะในศาสนาพราหมณ์ในครั้งอดีต ผู้ที่เกิดจากมารดาบิดาที่วรรณะต่างกัน ผู้นั้นย่อมเป็นจัณฑาลบ้าง หริจัณฑ์บ้าง เป็นคนต่ำต้อย ย่อมไม่ได้รับเกียรติในสมาคมที่มีวรรณะเสมอกัน

ทูตทูลถามเจ้าศากยะ: เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะองค์ไหน พระเจ้าข้า?

เจ้าศากยะ: เป็นพระธิดาของท้าวมหานามศากยราช ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา ชื่อวาสภขัตติยา

ทูตไปกราบทูลพระราชา พระราชาตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีละ พวกเจ้าจงรีบนำพระนางวาสภขัตติยามาเถิด” บุคคลใดไม่ใช่ขัตติยะ ยากจะเข้าใจวิสัยแห่งขัตติยมานะ ดุจราชสีห์จะให้อยู่ในสถานะเสมอเท่าหนูนั้น หาใช่วิสัยของเจ้าป่าไม่ พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ครองแคว้นโกศล เหมือนจะทรงรู้เล่ห์เหลี่ยมของเจ้าศากยะ จึงทรงกำชับอีกว่า “ธรรมดาพวกกษัตริย์มีเล่ห์กลแพรวพราวมาก บางทีก็อาจจะลวงเรา ด้วยการส่งลูกนางทาสีมาให้ พวกท่านจงสังเกตว่า ธิดานั้น นั่งเสวยพระกระยาหารร่วมโต๊ะกับพระราชบิดาหรือไม่ แล้วส่งข่าวมา”  แล้วทรงส่งทูตมาอีกรอบ ศากยขัตติยะมีมานะสูงในเชื้อชาติของตน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะยอมให้ผู้มีวรรณะอันต่ำต้อยเสวยพระกระยาหารร่วมโต๊ะด้วย นับเป็นข้อสังเกตที่พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทราบเป็นอย่างดี จึงได้ทรงกำชับให้ทูตจับตาดูให้ดี นับเป็นการชิงไหวพริบกันระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระเจ้ามหานาม

เมื่อทูตฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลไปแล้ว กราบทูลว่า “ขอเดชะ พระราชาทรงปรารถนาพระธิดาผู้เสวยร่วมกับพระองค์”พวกศากยราชทั้งหลายต่างก็คิดหาทางออก จะหาทางออกเช่นไร ที่จะทำให้ทูตเหล่านี้สิ้นความสงสัย พระเจ้ามหานาม ครุ่นคิดแผนการ ทรงรับสั่งว่า “เราหาอุบายได้แล้ว ขอท่านอย่าได้วิตกไปเลย ในขณะที่เรากำลังจะเสวยอยู่นั้น ขอให้ท่านทำทีว่า ได้นำเอาพระราชสาส์นด่วน จากเจ้าศากยะพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาให้เรา ขณะกำลังเสวยร่วมอยู่กับวาสภขัตติยา อุบายนี้ ย่อมลวงพวกทูตได้”

 เจ้าศากยราชทั้งหลาย ต่างเห็นชอบในอุบายนี้ จึงให้ตกแต่งนางวาสภขัตติยาด้วยชุดที่สวยงาม พระเจ้ามหานามผู้เป็นพระราชบิดา ทรงรับสั่งให้เรียกพระนางวาสภขัตติยามาร่วมเสวยด้วย พระองค์ทรงหยิบอาหารขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้ววางเอาไว้ในพระโอษฐ์ ส่วนพระนางวาสภขัตติยาก็ทรงทำอย่างนั้นเหมือนกัน พอครั้นพระเจ้ามหานามจะหยิบอาหารใส่ไว้ในพระโอษฐ์เป็นครั้งที่สอง เจ้าศากย พระองค์หนึ่งได้นำเอาสาส์นเข้าไปถวายในขณะที่กำลังทรงเสวยอยู่ กราบทูลว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน ขอทรงโปรดพิจารณาเถิด พระเจ้าข้า”

พระเจ้ามหานามตรัสกับพระนางวาสภขัตติยาว่า “เจ้าจงเสวยต่อไปเถิด” เสร็จแล้วเอาพระหัตถ์เบื้องขวาวางพระกระยาหารไว้บนถาด พระหัตถ์เบื้องซ้าย ทรงหยิบสาส์นออกมา ทำเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่าง

ส่วนพระนางวาสภขัตติยาก็หยุดเสวย ทรงชำระล้างพระหัตถ์ ส่วนพระเจ้ามหานามก็ทรงล้างพระหัตถ์ตามพระนางวาสภขัตติยาเช่นเดียวกัน เมื่อทูตเห็นอุบายของพระเจ้ามหานาม ก็คิดว่าเป็นจริงตามนั้น ธรรมดาว่าพระมหากษัตริย์ย่อมไม่เสวยพระกระยาหารร่วมภาชนะเดียวกันกับลูกทาสี นับว่าอุบายลวงพวกทูตของพระเจ้ามหานามได้ผล ทูตเชื่อสนิทใจ

ทูตได้พาพระนางวาสภขัตติยาไปยังเมืองสาวัตถี กราบทูลเรื่องราวทั้งหมด แก่พระราชาทรงทราบ  พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงอภิเษกพระนางวาสภขัตติยาไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ต่อมา พระนางก็ได้ประสูติพระราชกุมาร มีผิวพรรณงดงาม ในวันกำหนดพระนามของพระราชกุมาร  พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงส่งพระราชสาส์นไปยังพระอัยยิกา พระราชารับสั่งว่า “พระนางวาสภขัตติยา พระธิดาแห่งศากยราช ประสูติพระโอรสแล้ว จะทรงขนานพระนามพระกุมารนั้นว่าอย่างไร?

อำมาตย์ผู้รับพระราชสาส์นนั้นไป หูตึง ไปกราบทูลแก่พระอัยยิกาของพระเจ้าปเสนทิโกศล

พระอัยยิกาเมื่อได้ทรงสดับเรื่องราวต่างๆ ตรัสว่า “พระนางวาสภขัตติยา ถึงแม้ไม่ประสูติพระโอรส ก็อยู่เหนือชนทั้งปวง ยิ่งบัดนี้ พระนางจักเป็นที่โปรดปรานยิ่งของพระราชาเลยทีเดียว”

คำว่า โปรดปราน ในภาษาบาลี คือ วัลลภา ส่วนอำมาตย์หูตึงฟังคำว่า “วัลลภา” ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่าเป็น “วิฑูฑภะ” อำมาตย์หูตึง เมื่อเข้าเฝ้าพระราชา ก็ทราบทูลให้ตั้งชื่อตามที่พระอัยยิกาทรงประทานมา กราบทูลว่า “ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงขนานพระนามพระกุมารว่า 'วิฑูฑภะ' เถิด”

ส่วนพระราชา ทรงดำริว่า “วิฑูฑภะ คงเป็นชื่อตระกูลเก่าแก่ของเรา พระอัยยิกาถึงได้ขนานพระนามของพระราชกุมารว่า 'วิฑูฑภะ'

ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่วิฑูฑภราชกุมาร ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยตั้งพระทัยว่า “นี้จะเป็นเหตุทำให้พระองค์และพระศาสดามีความสนิทกันมากขึ้น”

วิฑูฑภราชกุมารนั้น ตอนที่มีพระชนม์ ๗ ขวบ เห็นพระราชกุมารองค์อื่นๆ ได้ของเล่นจากตระกูลพระเจ้าตาพระเจ้ายาย จึงเกิดความสงสัยว่า ตนเองมีพระเจ้าตาและพระเจ้ายายเหมือนพระราชกุมารพระองค์อื่นๆหรือไม่ จึงถามพระมารดาว่า “พระมารดา ใคร ๆ เขาก็นำเครื่องบรรณาการมาจากตระกูลพระเจ้าตา พระเจ้ายายกัน พระญาติพระองค์อื่น ย่อมไม่ส่งบรรณาการอะไร ๆ มาถวายหม่อมฉันบ้างเลยหรือ  พระมารดาไม่มีพระชนนีพระชนกเลยหรือ?

พระนางวาสภขัตติยาทรงลวงพระโอรสว่า “ลูกรัก เจ้าศากยะเป็นตายายของเจ้า แต่พวกท่านอยู่ไกลเหลือเกิน เหตุนั้น พวกท่านจึงไม่สามารถส่งเครื่องบรรณาการมาให้แก่ลูกได้”  

ในเวลามีพระชันษาครบ ๑๖ ปี วิฑูฑภราชกุมารจึงทูลพระมารดาอีกว่า “พระมารดา หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้าตาพระเจ้ายายบ้าง”  พระนางวาสภขัตติยา ทรงคาดการณ์ ถึงความยากลำบากในเวลาที่วิฑูฑภราชกุมารจะต้องพบเจอสถานการณ์ในความมีอัตตาทิฎฐิของเจ้าศากยะ ว่าจะเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสห้ามว่า “อย่าไปเลยลูกเอ๋ย ลูกจะไปทำอะไรที่นั้น” เมื่อวิฑูฑภราชกุมารรบเร้ามากขึ้น ผู้เป็นแม่ก็ไม่สามารถห้ามพระโอรสได้ จึงทรงอนุญาตให้พระโอรสไปเยี่ยมพระญาติฝ่ายพระมารดาได้

พระราชกุมารกราบทูลลาพระราชบิดาแล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วยหมู่ทหารเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าพระนางวาสภขัตติยาทรงส่งจดหมายล่วงหน้าไปเตือนเจ้าศากยะทั้งหลายก่อนว่า “หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบายดี ขอพระญาติทั้งหลายอย่ากล่าวถึงต้นกำเนิดเดิมของพระราชกุมารหรือแสดงความรังเกียจใดๆ เลย”

เจ้าศากยะทรงทราบว่าวิฑูฑภราชกุมารเสด็จมา ทรงปรึกษากันว่า “เจ้าศากยะไม่สามารถแสดงความเคารพใดๆ ต่อวิฑูฑภราชกุมารได้ เนื่องจากเป็นผู้ที่เกิดต่างวรรณะจากฝ่ายบิดาและมารดา ไม่ควรมีศักดิ์และสิทธิ์เสมอตน” เจ้าศากยะจึงได้ออกอุบายส่งพระกุมารที่อายุน้อยกว่าไปยังที่อื่น เพื่อไม่ให้พระกุมารเหล่านี้ต้องแสดงความเคารพต่อวิฑูฑภราชกุมาร นับเป็นอุบายที่ชาญฉลาดของเจ้าศากยะ เมื่อวิฑูฑภราชกุมารได้เสด็จถึงกบิลพัสดุ์บุรี เจ้าศากยะประชุมกันในท้องพระโรง วิฑูฑภราชกุมารได้เสด็จไปถึง ก็ทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้น

เจ้าศากยะกล่าวกับพระราชกุมารว่า “หลานรัก ผู้นี้เป็นพระเจ้าตาของเจ้า ผู้นี้เป็นพระเจ้าลุงของเจ้า ผู้นี้เป็นพระเจ้าอา ผู้นี้เป็นพี่” วิฑูฑภราชกุมารเที่ยวแสดงความเคารพต่อเจ้าศากยะทั้งหมด แต่พระราชกุมาร เริ่มรู้สึกแปลกใจ ที่ไม่เห็นเจ้าศากยะพระองค์ใดเลย แสดงความเคารพตนแม้แต่พระองค์เดียว จึงทูลถามว่า “ทำไมหนอ จึงไม่มีเจ้าศากยะพระองค์ใด ไหว้หม่อมฉันบ้างเลย?

ธรรมดาว่าอาการของผู้ที่ไม่ปรารถนาจะผูกมิตร เห็นหน้ากันแล้ว ย่อมไม่ยิ้มแย้มให้กัน ไม่กล่าวชื่นชมกัน เมื่อสบตาก็พยายามเบือนหน้าไปทางอื่น เมื่ออยู่ใกล้ย่อมทำให้ลำบากใจในการจะเข้าใกล้หรือคบหา บัณฑิตเห็นแล้ว ฟังแล้ว อาการเหล่านี้ พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้ไม่ปรารถนาจะเป็นมิตรกับเรา

เจ้าศากยะจึงตรัสปลอบว่า “หลานรัก พระราชกุมารที่เป็นน้อง ๆ ของเจ้า ตอนนี้ทั้งหมดเสด็จไปชนบท ส่วนที่ประทับอยู่ที่นี้ล้วนแล้วมีอายุกว่าเจ้า จึงไม่สามารถแสดงความเคารพแก่เจ้าได้” นับว่าเป็นเหตุผลที่วิฑูฑภราชกุมารยอมรับได้ ทรงประทับอยู่ ๒-๓ วัน เสด็จกลับพระนครสาวัตถีด้วยบริวารเป็นอันมาก วิฑูฑภราชกุมารทรงเก็บความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ ที่ได้รับการต้อนรับแบบเย็นชาจากพระญาติฝ่ายพระมารดา

ดูเหมือนเรื่องควรจะจบลงเพียงเท่านี้ หลังจากที่พระราชกุมารเสด็จกลับไปแล้ว แต่ทว่า ความลับไม่มีในโลก เมื่อมหาดเล็กคนหนึ่ง ลืมอาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธ ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภราชกุมาร ของนางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าตามหลังว่า “นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตรของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง”  ด่าไปด้วย สาปแช่งไปด้วย อีกทั้งเอาน้ำผสมนมล้างที่นั่ง และในสถานอันที่พักของพระราชกุมาร การกระทำดูหมิ่นของนางทาสีคนนี้ จึงเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อเมืองกบิลพัสดุ์

ในเวลาต่อมา มหาดเล็กจึงได้แกล้งสอบถามความลับที่เหล่าศากยเจ้าทั้งหลายได้ปกปิดมานาน ก็เป็นอันต้องถูกเปิดเผย ราวกับแสงสว่างของพระอาทิตย์กำจัดความมืดเหลือเอาไว้แต่ความสว่าง เมื่อได้ทราบความลับว่า “นางวาสภขัตติยา เกิดจากท้องของนางทาสีของพระเจ้ามหานามศากยะ” จึงได้นำเอาความนี้มากระซิบบอกแก่พลทหาร “เจ้าอย่าบอกใครนะ พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของนางทาสี”จากเสียงกระซิบแผ่กว้างไป กลายเป็นข่าวลือ และข่าวเล่า รู้ทั่วทั้งกองทัพ เรื่องอื้อฉาวนี้ จึงได้ถูกเล่าขานกันยกใหญ่ในหมู่พลทหาร

บาดแผลที่เกิดจากหอกคมดาบ ของชายชาตินักรบ อาจรักษาบาดแผลให้หายได้ แต่หอกคือคำด่าด้วยคำผรุสวาท “เป็นบุตรของนางทาสี” มันก้องอยู่ในหูตลอด วิฑูฑภราชกุมาร เมื่อได้ทรงสดับ โกรธแค้นพวกเจ้าศากยะเป็นอย่างมาก ได้ทรงตั้งพระหฤทัยไว้ว่า “ตอนนี้ เจ้าศากยะ ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำผสมน้ำนมก่อน คอยดูเถิด เมื่อใดที่เราได้ดำรงราชสมบัติ เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะทั้งหมด เอามาชำระล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งบ้าง” เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุงสาวัตถี อำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงทราบ

พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะเป็นอย่างมาก ที่เจ้าศากยะได้ยกธิดาของนางทาสีให้แก่พระองค์ มีพระบัญชารับสั่งให้ริบเครื่องบรรณาการทุกอย่างที่ได้เคยพระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและพระราชโอรส ให้อยู่ในสถานะเพียงนางทาสีและผู้เป็นทาสเท่านั้น

ต่อมา เมื่อพระศาสดาทรงทราบ จึงได้เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ พระเจ้าปเสนทิโกศลเมื่อทรงทราบ เสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพระญาติของพระองค์เล่นไม่ซื่อ ได้ลวงหม่อมฉัน โดยการประทานธิดาของนางทาสี เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงรับสั่งให้ริบเครื่องบรรณาการของพระนางวาสภขัตติยาพร้อมพระโอรส ตอนนี้ให้อยู่ในสถานะเพียงทาสและนางทาสีเท่านั้น”

พระศาสดาตรัสปลอบพระราชาว่า “มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง เมื่อจะยกพระธิดาให้ก็ควรให้บุคคลที่มีชาติเสมอกัน” แล้วตรัสกับพระราชาว่า “พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติยราช อีกทั้งเมื่ออภิเษกสมรสก็ได้อภิเษกในพระราชมณเฑียรของขัตติยราช ส่วนพระโอรสก็ประสูติจากขัตติยราช ชาติตระกูลของฝ่ายพระราชบิดาย่อมสำคัญกว่าฝ่ายพระมารดา” อีกทั้งยังตรัสว่า “โบราณบัณฑิตทั้งหลายได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้ยากจนคนหนึ่ง ชื่อกัฏฐหาริกา ซึ่งมีอาชีพหาบฟืนขาย ส่วนพระกุมารที่เกิดจากพระนาง ได้ครองราชย์ในพระนครพาราณสี ถึงความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสี ทรงพระนามว่า กัฏฐวาหนราชา เมื่อตรัสปลอบพระราชาให้คลายพระทัย จึงได้แสดงธรรม เมื่อพระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยอมรับว่า “ตระกูลฝ่ายบิดาเท่านั้นสำคัญ” จึงรับสั่งให้พระราชทานคืนเครื่องราชย์แก่พระองค์ทั้งสอง

ต่อมา เมื่อวิฑูฑภราชกุมารทรงได้รับการสถาปนาจากทีฆการายนมหาอำมาตย์ ทูลเชิญให้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระเจ้าปเสนทิโกศล เหมือนเสริมเขี้ยวเล็บให้พระราชกุมารมีความแข็งแกร่งมากขึ้นที่จะทรงแก้แค้น เมื่อทรงระลึกถึงการกระทำเย็นชา และคำพูดดูหมิ่นนั้นขึ้นมาคราวใด ทำให้ความโกรธยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทรงดำริว่า “เราจะทำให้พวกเจ้าศากยะทั้งหมดพินาศให้จงได้” ความแค้นจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เสด็จออกไปพร้อมด้วยเสนาพลหมู่ใหญ่

ในเวลาเช้า พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความพินาศแห่งหมู่พระญาติแล้ว ทรงดำริว่า “เราควรทำการสงเคราะห์แก่หมู่พระญาติ” เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงประทับนั่งที่โคนไม้ มีเงาปรุโปร่ง ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์

จากนั้นไม่ไกลมากนัก มีต้นไทรเงาสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในเขตแดนแคว้นของวิฑูฑภราชกุมาร พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดา จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงาปรุโปร่งนี้ ในเวลาร้อนเห็นปานนี้ ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงาอันสนิทนั่นเถิด พระเจ้าข้า"

พระศาสดาตรัสตอบว่า “ช่างเถิดมหาบพิตร ธรรมดาว่าเงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น”              วิฑูฑภราชกุมาร ไม่ใช่เป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา ทรงดำริว่า “พระพุทธองค์จักเสด็จมาเพื่อทรงประสงค์ปกป้องหมู่พระญาติ” ด้วยความเป็นปราชญ์ ทรงทราบการมาของพระศาสดาเพื่ออนุเคราะห์แก่พระญาติ จึงถวายบังคมลา เสด็จกลับไปสู่เมืองสาวัตถีตามเดิม

เมื่อวิฑูฑภราชกุมารหวนระลึกนึกถึงความหลังคราใด ไฟคือความอาฆาตได้ประทุขึ้นในอุรา เวรแห่งความดูถูกเหยียดหยามของพวกเจ้าศากยะ ก็ประทุขึ้นมาเป็นคำรบครั้งที่ ๒ ยากแก่การให้อภัย จึงได้ยกทัพ เพื่อมุ่งหน้าหมายพระทัยไปเข่นฆ่าเจ้าศากยะให้สิ้นซากอีกครั้ง

เมื่อเสด็จไปถึง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาประทับอยู่ที่เดิม ก็เสด็จกลับอีก

แม้เสด็จออกไปครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาทรงประทับอยู่ที่เดิมอีก ก็เสด็จกลับ

แต่ด้วยความแค้น ที่ยังคงระอุอยู่ในพระทัย จึงตั้งใจแน่วแน่ วิฑูฑภราชกุมารเสด็จออกไปในครั้งที่ ๔ พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลาย ที่เคยได้กระทำร่วมกันมาด้วยการโปรยยาพิษลงในแม่น้ำ เป็นกรรมที่พระองค์เองก็ไม่สามารถช่วยได้  จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔ วิฑูฑภราชกุมารเสด็จออกไปแล้วด้วยพลทหารหมู่ใหญ่ ด้วยทรงดำริแน่วแน่ว่า “เราจักฆ่าพวกเจ้าศากยะเสียให้สิ้นซาก”

วิฑูฑภราชกุมาร ตรัสกำชับว่า “ทหารทั้งหลาย ผู้ใด กล่าวว่า “เราเป็นศากยะ” พวกเจ้าจงฆ่าคนเหล่านั้นเสียให้สิ้น แต่จงไว้ชีวิตแก่คนที่เป็นพระญาติของเจ้าศากยมหานาม ผู้เป็นพระเจ้าตาของเรา”  

ธรรมดาว่า เจ้าศากยะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่กล่าวคำเท็จ เมื่อไม่เห็นอาวุธใดจะต่อกรกับวิฑูฑภราชกุมารได้ บางพวกคาบหญ้า บางพวกถือไม้อ้อ ยืนอยู่ เมื่อถูกพลทหารถาม  “เจ้าเป็นศากยะใช่หรือไม่?” พวกที่ยืนคาบหญ้าอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า “ไม่ใช่เจ้าศากยะ หญ้า” พวกที่ยืนถือไม้อ้อก็กล่าวว่า “ไม่ใช่เจ้าศากยะ ไม้อ้อ” จะบอกว่าไม่ใช่ ก็ใช่ จะบอกว่าไม่ใช่ ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด เพื่อไม่เป็นการพูดโกหก เจ้าศากยะที่อยู่ฝ่ายพระเจ้ามหานาม จึงรอดชีวิต

วิฑูฑภราชกุมารรับสั่งให้ฆ่าเจ้าศากยะที่เหลือ ไม่เว้นแม้กระทั่งทารกที่กำลังดื่มนม พระราชวังไหลนองไปด้วยโลหิต มีรับสั่งให้ล้าง แผ่นกระดาน ด้วยโลหิตในลำคอของเจ้าศากยะ ดังที่เคยมีพระดำริเอาไว้ตั้งแต่ต้น

วิฑูฑภะราชกุมาร รับสั่งให้จับเจ้าศากยมหานาม ผู้เป็นพระเจ้าตา เป็นเชลยศึก พากลับเมืองสาวัตถีด้วย ในเวลาเสวยกระยาหารเช้า ทรงแวะในที่แห่งหนึ่ง รับสั่งให้เรียกพระเจ้าตามาว่า “เรามาเสวยร่วมกันเถอะ”

ธรรมดาว่าทิฎฐิมานะของศากยกษัตริย์ถึงแม้จะพลีชีพ แต่จะให้ร่วมเสวยกับบุตรของนางทาสีนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระเจ้ามหานามทอดพระเนตรเห็นสระ ๆ หนึ่ง จึงคิดออกอุบาย แล้วตรัสว่า “ร่างกายของเราสกปรกยิ่งนัก เราขออาบน้ำก่อน”

วิฑูฑภราชกุมารตรัสว่า “ดีละ พระเจ้าตา เชิญพระเจ้าตาอาบน้ำก่อนเถิด.”  ท้าวมหานามทรงดำริว่า “เมื่อเราไม่ร่วมเสวยด้วย วิฑูฑภะนี้ จักฆ่าเราอย่างแน่นอน เรายอมตายเสียดีกว่า ที่จะร่วมเสวยกับลูกของนางทาสี” จึงทรงสยายผมให้เป็นขอดให้เป็นปมที่ปลาย ดำลงไปในน้ำ แล้วสอดหัวแม่เท้าเข้าไปในผม โดยไม่โผล่ขึ้นจากสระมาอีก

ส่วนวิฑูฑภราชกุมาร ประทับนั่งคอยพระเจ้าตาอยู่ ด้วยทรงดำริว่า “สักพัก พระเจ้าตาของเราคงจักมา” เมื่อท้าวมหานาม ไม่ขึ้นมาจากสระ จึงรับสั่งให้ค้นในสระ ค้นดูจนทั่ว ก็ไม่พบ ตรวจดูทุกหนทุกแห่ง ด้วยทรงดำริว่า “พระเจ้าตาจักเสด็จหนีไปแล้ว.”

วิฑูฑภราชกุมาร  เสด็จถึงแม่น้ำอจิรวดี อันเป็นแม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางไปเมืองสาวัตถี ในเวลาราตรี รับสั่งให้ทหารตั้งค่ายพักแรม บางพวกตั้งค่ายนอนที่หาดทรายในแม่น้ำ บางพวกนอนบนบก ด้านนอก เหล่าทหารที่เคยทำกรรมอันหนักร่วมกันมา มีมดแดงขึ้นที่นอน พวกที่นอนอยู่หาดทรายในแม่น้ำ ก็หนีขึ้นไปนอนบนบก ส่วนพวกที่เคยนอนอยู่บนบก มดแดงขึ้นที่นอน ก็ย้ายลงไปนอนที่หาดทราย ใกล้แม่น้ำ  ในคืนนั้น ฝนตกหนักมาก เป็นเหตุทำให้น้ำหลากมาก พัดพาให้วิฑูฑภราชกุมารพร้อมด้วยพลทหาร จมน้ำในแม่น้ำอจิรวดี

          ผู้คนต่างเล่าขานกันว่า “เจ้าศากยะทั้งหลายไม่สมควรตายเลย” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เจ้าศากยะไม่สมควรตายในชาตินี้ก็จริง แต่เพราะกรรมเก่าที่เคยร่วมสร้างกันมาด้วยการโปรยยาพิษลงในแม่น้ำ จึงเป็นเหตุทำให้เจ้าศากยะต้องใช้กรรมร่วมกัน ไม่มีใครหนีกฎแห่งกรรมไปได้”[๒๐]

          กลอุบายของพระเจ้ามหานามนับว่าได้ผลทีเดียว ที่สามารถทำให้เหล่าทูตของพระเจ้าปเสนทิโกศลเชื่ออย่างสนิทใจ แต่น่าเสียดาย คนที่ทำลายกลอุบายนี้ กลับไม่ใช่คนอื่น แต่หากเป็นอัตตาของฝ่ายเจ้าศากยะเสียเอง ที่ไม่สามารถเก็บเอาความรู้สึกที่ซ่อนเอาไว้ให้แนบเนียนได้ตลอดรอดฝั่ง ความเกลียดชังต่อคนที่เกิดต่างวรรณะ ไม่ได้อยู่ในจำเพาะเหล่ากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังแม้แต่คนรับใช้ก็ยังรู้สึกรังเกียจต่อความต่ำต้อยวรรณะของพระเจ้าวิฑูฑภะ จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ จากความหายนะในครั้งนี้

                                      “อัตตา.....ที่ถืออย่างงมงาย

                                      วาจา.....ที่หมายจะคลายผ่อน

                                      กรรมชั่ว....ที่ทำจึงตัดรอน

                                      เป็นอุทาหรณ์ กำชับ “ลับไม่มี”

อุบายลับลวงพรางในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อตบตา หากอีกฝ่ายไม่ได้พินิจวิเคราะห์โดยโยนิโสมนสิการ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของอุบายได้ อุบายลับลวงพรางในเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะประเด็นทิฐิมานะของพวกเหล่ากษัตริย์ศากยะ ที่ไม่ยอมให้เชื้อชาติของตนเองไปเจือปนกับสายเลือดอื่น จึงทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าวิถีทางนั้นจะเป็นอุบายตบตาก็ตาม เพราะถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากแคว้นสักกะก็อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นโกศล บัวไม่ให้ช้ำ น้ำก็ไม่อยากให้ขุ่น งานนี้กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ท้ายที่สุด ความลับก็ไม่มีในโลก อุบายนี้สามารถลวงได้เพราะ แผนตบตา จริงในเท็จ เท็จในจริง หลอกลวงหรือหลอกล่อเพื่อให้เข้าใจผิด อุปมาเหมือนพรางควันให้เหมือนหมอก หากไม่เฉลียวใจนึกว่าควันคือหมอก แผนการทั้งหมด หากไม่พิจารณาโดยละเอียด ก็อาจตกในหลุมพรางได้ง่าย ในอดีตถึงปัจจุบัน แผนตบตา มักมีคนนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ในวรรณกรรมสามก๊ก ขงเบ้งนับว่าเป็นผู้หนึ่งที่นิยมนำเอาอุบายตบตามาใช้ เพื่อให้ข้าศึกหลงกลอุบาย  



[๑๙] สีลวิมังสชาดก ขุ.ชา.จตุก. (ไทย) ๒๗/๓๐๕/๑๕๙

[๒๐] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๔๑/๒๑-๒๗.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ep.10 อุบายลับลวงพราง ในพระพุทธศาสนา #ตีวัวกระทบคราด

  ตีวัวกระทบคราด   การผูกใจเจ็บต้องการเอาชนะ นอกจากภายในใจจะสุมไฟแห่งความโกรธเกลียดแล้ว ความอาฆาตแค้นมักทำร้ายเจ้าของเสียเอง ดุจไฟที่กำล...

Hot Issues